• กระบี่ติ่มซำ ไสไทย

    ขอเชิญทุกท่านร่วมแข่งขันกินขนมจีบในกิจกรรม "กินจุ กินไว ลุ้นไปฮอกไกโด/เชียงใหม่"

  • ...

    ...

  • สิงห์ทองออโต้เพนท์

    ศูนย์ซ่อมสีรถและตัวถัง โทร075-817208,081-8942976...

  • เมเจอร์

    เมเจอร์

  • Van VIP Krabi

    บริการถตู้เช่าเหมาท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในจังหวัดกระบี่ และสถานที่อื่นๆโดยทีมงานมืออาชีพ สอบถามโทร.0848626639

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

อบต.ไสไทย จ.กระบี่ จัดกิจกรรมตลาดนัดครอบครัวไสไทย ในวิถีพอเพียง

     องค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย จัดกิจกรรมตลาดนัดครอบครัวไสไทย ในวิถีพอเพียง เพื่อสนองนโยบายโครงการตลาดประชารัฐท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และดำเนินตามนโยบายจังหวัด กระบี่ปลอดโฟมและปลอดพลาสติก วันที่ 31 ตุลาคม 2561 นายหราบ หง้าฝา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย เป็นประธานเปิด กิจกรรม ตลาดนัดครอบครัวไสไทย ในวิถีพอพียงโดยมีนายชญณัท ขยันการ นายประจักษ์ สาระวารี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายบุญเลิศ ดำหาย ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นายภูสิต น่าเยี่ยม รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นายสุชาติ หมีนุ้ย เลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รองปลัด หัวหน้าส่วนราชการ นายก่อเดช ยะลา สาธารณสุขอำเภอเมืองกระบี่ นายสมบูรณ์ แต่งเกลี้ยง ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านไสไทย นายสมชาย เชี่ยวชาญ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนสอบสวน สำนักงาน กกต.จังหวัดกระบี่และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วม 

     นายหราบ หง้าฝา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมตลาดนัดครอบครัวไสไทย ในวิถีพอเพียง เพื่อสนองนโยบายโครงการตลาดประชารัฐท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคี สร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ และสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับบุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย และส่งเสริมให้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต อีกทั้งส่งเสริมมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมให้กับบุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย ซึ่งกิจกรรม ตลาดนัดครอบครัวไสไทย ในวิถีพอเพียง มีสินค้าในท้องถิ่นจำหน่ายมากมาย 
    
ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ พืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ ขมิ้น ใบมะกรูด ถั่วพลู ผักบุ้ง ข้าวสังข์หยด กะปิ ปลาเค็มปลอดสารพิษ น้ำพริกกุ้งเสีบ ขนมด้วง ข้าวเหนียวแก้ว แป้งข้าวหมาก น้ำกระเจี๊ยบ น้ำอัญชัน น้ำมันมะพร้าสกัด และ ผลิตภัณฑ์จากกระจูด เป็นต้น โดยจะจัดขึ้นทุกวันพุธสุดท้ายของเดือน ในเวลา 07.00 – 08.30 น. ณ อาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย โดยขอความร่วมมือลดการใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟม ในการจำหน่ายสินค้า และสำหรับผู้ซื้อสินค้าขอความร่วมมือในการนำถุงผ้า กระเป๋า หรือตะกร้า นำมาใช้ใส่สินค้ากลับบ้าน เพื่อลดภาวะโลกร้อน และเพื่อดำเนินการตามนโยบายจังหวัด กระบี่ปลอดโฟมและปลอดพลาสติก” No Foam – No Plastic ต่อไป
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ทหารจับของหนีภาษีคาด่านตรวจพร้อมเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นสิ่งผิดกฏหมายทุกรูปแบบ

สตูล ทหารจับของหนีภาษีคาด่านตรวจ
       
 วันนี้29ต.ค.2561ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพ.อ.วรเดช เดชรักษา ผบ.ฉก.ร.5 ได้กำชับให้หน่วยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นสิ่งผิดกฏหมายทุกรูปแบบ ที่ลักลอบ นำเข้า-ส่งออก ในพื้นที่ตามแนวชายแดน ไทย-มาเลเซีย โดยเฉพาะการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ทั้งนี้ พ.อ.วรเดช เดชรักษา ได้รับแจ้งจากสายรับมาว่าจะมีการขนสินค้าหนีภาษีบางส่วนที่ซุกซ่อนมากับสินค้าที่มีการเสียภาษีจากด่านศุลกากรแล้ว จึงสั่งการให้ พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว  ผบ.ร.5 พัน 2 , ร.ท. ณัฐพล คณะทอง ผบ.มว.ปล.ที่ 3 ร้อย.ร.5021 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ควนโดน ดำเนินการตรวจสอบรถบรรทุกและยานพาหนะต่างๆอย่างเคร่งครัด บริเวณหน่วยบริการประชาชนวังประจัน (สภ.ควนโดน) ม.4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ขณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบรถที่ผ่าน เข้า-ออก พบรถ โตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บง 8710 สตูล หลังคาติดตั้งตู้เหล็กทึบ ซึ่งเป็นรถบรรทุกของใช้ในครัวเรือนวิ่งมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงส่ง
สัญญาณให้หยุดเพื่อขอทำการตรวจค้น ซึ่งมี นาย อับดุลรออุบ แหวนหลี อายุ 30 ปี เป็นคนขับ จากการตรวจค้นบริเวณในตู้เหล็กทึบด้านหลังรถ พบลังผลิตภัณฑ์ซักล้างยี่ห้อหนึ่งจำนวนมากมาวางกองกัน หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียด พบพืชกระเทียม 89 กระสอบ กระสอบละ 9 ก.ก. รวม 801 กก. ซุกซ่อนปะปนมากับลังผลิตภัณฑ์ซักล้างอื่นๆ จึงได้ทำการตรวจยึด จากการสอบสวน นายอับดุลรออุบ แหวนหลี รับสารภาพว่า พืชกระเทียมทั้งหมดเป็นของตน ซื้อมาจากร้านค้าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านและไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางพืชกระเทียมที่ยังไม่ได้เสียภาษี ส่งด่านศุลกากรวังประจัน เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

นิตยา แสงมณี ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คณะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินทางพบประชาชนตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน เยี่ยมและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 12 หมู่บ้าน ตำบลสากอ

คณะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินทางพบประชาชนตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน เยี่ยมและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 12 หมู่บ้าน ตำบลสากอ
         
28 ต.ค. 61  ณ ตลาดริมน้ำชุมชน otop นวัตวิถีเวทีฝายสากอ ตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมคณะเดินทางพบประชาชนตามวิถีไทยนิยม ยั่งยืน ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และพบปะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 12 หมู่บ้าน ตำบลสากอ โดยมี นายสมหวัง เรืองเพ็ง ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี นายสัญชัย เหสามี กำนันตำบลสากอ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน กลุ่มสตรี และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับ
         นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อตรวจงานและผลสัมฤทธิ์จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่ตำบลสากอ และตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ซึ่งที่ตำบลโต๊ะเด็งชาวบ้านได้ตกลงทำโครงการเลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 300 ตัว แบ่งเป็นกลุ่มละ 100 ตัว ปัจจุบันได้นำผลผลิตไข่ไก่ออกจำหน่ายสร้างรายได้ให้เกษตรกรจนเห็นผลในเชิงประจักษ์จากงบประมาณ จำนวน 200,000 บาทที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งมุ่งหวังว่าเกษตรกรจะนำเงินในส่วนนี้ไปต่อยอดและขยายผลเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป 

ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่รัฐบาลมอบหมายให้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และให้กำลังใจกับประชาชนในพื้นที่ รู้สึกดีใจที่ผู้เข้าร่วมโครงการมีความสุขและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากสิ่งที่รัฐบาลให้การส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งตนเองได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงแนวทางการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย                                       

ภาพ/ข่าว  ซาการียา  ดอเลาะ  จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ระทึก!! ชนสนั่นพ่วงปะทะเทเลอร์ หน้าปั้มน้ำมันคนขับรถพ่วงติดภายในงัดออกอาการสาหัส (คลิป)

บุรีรัมย์ ระทึก!! ชนสนั่นพ่วงปะทะเทเลอร์ หน้าปั้มน้ำมันคนขับรถพ่วงติดภายในงัดออกอาการสาหัส (คลิป)

เกิดเหตุรถพ่วงชนท้ายรถเทเลอร์บรรทุกผลไม้ขณะกลับรถ เสียงดังสนั่นหน้าปั้มน้ำมัน กู้ภัยเร่งช่วยเหลือคนขับรถพ่วง เพราะติดหน้ารถอาการสาหัส คาดคนขับพ่วงไม่เห็นรถเทเลอร์กำลังกลับรถจึงพุ่งชนท้าย

วันที่ 29 ต.ค./22.00 น.ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.เมือง บุรีรัมย์ได้รับแจ้งมีเหตุรถชนกันบริเวณช่วงยูเทิน หน้าปั้มน้ำมันเชลล์ บ้านกระสัง ต.กระสัง อ.เมือง ถนนสายบุรีรัมย์-นางรอง มีคนติดภายในรถ จึงประสานหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมเข้าร่วมตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถพ่วง 22 ล้อบรรทุกดิน ทะเบียน 83-2869 บุรีรัมย์ ชนท้ายรถเทเลอร์บรรทุกผลไม้ ทะเบียน 70-6122 ปทุมธานี สภาพด้านหน้าพังยับเยิน แรงกระแทกทำให้คนขับรถพ่วงบรรทุกดินติดอยู่ภายใน
กู้ภัยสว่างจรรยาธรรม ใช้เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือนานกว่า 20 นาที จึงนำร่างออกมาได้ แต่อาการสาหัส

จากการสอบถามนายมนตรี พุมผาง อายุ 30 ปี คนขับรถเทเลอร์ บอกว่า ได้ขับรถบรรทุกผลไม้จากจังหวัดจันทรบุรี จะขนไปส่งต่างประเทศผ่านชายแดนจังหวัดมุขดาหาร

ตนเองตั้งใจจะเติมน้ำมันยี่ห้อเชลล์ เพราะมีบัตรรูดของบริษัท เมื่อขับรถเข้าเขตตัวเมืองบุรีรัมย์ เห็นปั้มเชลล์ อยู่ขวามือจึงไปยูเทินกลับมาเติมน้ำมัน หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ ก็จะยูเทินรถกลับไปทางตัวเมือง ระหว่างรอกลับรถได้มีรถพ่วงมาพุ่งชนท้ายดังกล่าว อย่างไรก็ตามตำรวจจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติในครั้งนี้อีกครั้ง

ข่าว_ภาพ  ธีรยุทธ์ ชำนาญกอง / วันชัย ผิวอร่าม
 ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.บุรีรัมย์
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กฟผ. ให้ความมั่นใจ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

กฟผ. ให้ความมั่นใจ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในระดับสากล มีศักยภาพควบคุมฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้ตามเกณฑ์ของ World Health Organization (WHO) ปี 2005 และดีกว่าค่ามาตรฐานประเทศไทยกำหนดผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กฟผและสิ่งแวดล้อม
          นายกรศิษฎ์ ภัคโตชานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศ ยังให้บทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างมาก อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น กัมพูชา ฯ เนื่องจากถ่านหินมีปริมาณสำรองในโลกเพียงพอกับความต้องการใช้ในระยะยาว ทำให้ค่าไฟมีราคาที่เสถียร เป็นธรรมทั้งต่อผู้ผลิตไฟฟ้า และผู้บริโภค ที่สำคัญเทคโนโลยีที่ใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินปัจจุบันมีวิวัฒนาการก้าวไกล ทันสมัย สามารถควบคุมมลภาวะให้อยู่ในระดับที่มีปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
          สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างขึ้นใหม่ ในความรับผิดชอบของ กฟผ. ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2015 ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แบบ Ultra Supercritical ที่มีประสิทธิภาพสูง ลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลสาร มีการกำหนดมาตรการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐานของประเทศ ตามเกณฑ์แนะนำของ World Health Organization (WHO) ปี 2005 ตลอดจนควบคุมฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตรหรือไมครอน (µm) หรือ PM 2.5 รวมถึง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และโลหะหนักต่าง ๆ โดย กฟผ. ได้กำหนดไว้ในรายงาน EHIA ซึ่งโรงไฟฟ้าจะต้องถือปฏิบัติตาม และตรวจวัดทั้งภายในบริเวณพื้นที่โดยรอบ ตลอดอายุโรงไฟฟ้า 25-30 ปี จึงมั่นใจได้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 โครงการ ของ กฟผ. จะไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร
          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีในการกำจัดฝุ่นที่ทันสมัยที่สุด โดยโรงไฟฟ้าทุกโรงจะติดตั้งเครื่องดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator – ESP) ซึ่งมีประสิทธิภาพการดักจับฝุ่นก่อนปล่อยออกจากปล่องโรงไฟฟ้าสู่บรรยากาศได้ถึงร้อยละ 99 – 99.8 ดังเช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีการติดตั้งเครื่อง ESP จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศ หรือปริมาณฝุ่นในบรรยากาศรอบบริเวณโรงไฟฟ้า จำนวน 11 สถานี จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศเมื่อเดือนกันยายน 2558 พบว่า มีค่า PM10 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ระหว่าง 7-41 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM2.5 เฉลี่ย 3-18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดีกว่ามาตรฐานของประเทศ PM10 ในบรรยากาศไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ PM2.5 ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และดีกว่าค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกกำหนด PM10 ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ PM2.5 ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันว่า คุณภาพอากาศจากการดำเนินงานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐานของประเทศไทย และองค์การอนามัยโลก จึงไม่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน
          ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปอีกว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งผลการศึกษาแหล่งที่มาของฝุ่นละอองในพื้นที่แม่เมาะพบว่า ร้อยละ 50 มาจากควันที่เกิดจากการเผาวัสดุ เศษวัชพืช และไฟป่า และสอดคล้องกับช่วงเวลาการเกิดไฟป่าในราวเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2558 หากผ่านพ้นช่วงดังกล่าวค่าฝุ่นละอองจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อีกทั้งยังมีคุณภาพอากาศดีกว่าในเขตเมืองของกรุงเทพ (ริมถนนดินแดง) อีกด้วย
          ด้านรายงานผลวิจัยของมหาวิทยาลัย Stuttgart ประเทศเยอรมนี ได้ศึกษาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถานหินในทวีปยุโรป ซึ่งมีโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 300 โรง กำลังผลิตรวม 190,000 เมกะวัตต์ ทำให้มีค่า PM2.5 สูงกว่าค่ามาตรฐาน จึงเป็นสาเหตุของการห้ามยุโรปพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม แต่หากดูบริบทของประเทศไทยแล้ว ยังมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ถึง 5,000 เมกะวัตต์ และผลการตรวจวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ดีกว่าค่ามาตรฐาน การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ตร.กระบี่ เร่งติดตาม กลุ่มวัยรุ่น ปาก้อนหิน ใส่ รถฉุกเฉินพยาบาลโรงพยาบาลปลายพระยา ขณะนำผู้ป่วยฉุกเฉินโรคหัวใจกำเริบ ส่งโรงพยาลกระบี่

ตร.กระบี่ เร่งติดตาม กลุ่มวัยรุ่น ที่ ก่อเหตุปาก้อนหิน ใส่ รถฉุกเฉินพยาบาลโรงพยาบาลปลายพระยา ทำให้กระจกหน้ารถด้านซ้าย แตก ร้าว ขนาด 2 เซนติเมตร ขณะนำผู้ป่วยฉุกเฉินโรคหัวใจกำเริบ ส่งโรงพยาลกระบี่ โชคดีไม่ได้รับอันตราย

 วันที่ 29 ตุลาคม2561  พันตำรวจเอก ศักดิ์ชัย ลิ้มเจริญ  รักษาราชการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ สั่งการเจ้าหน้าหน้าที่ ตำรวจภูธร เมืองกระบี่ ชุดสืบสวน เร่งติดตาม กลุ่มวัยรุ่น ที่ ก่อเหตุปาก้อนหิน ใส่ รถฉุกเฉินพยาบาลโรงพยาบาลปลายพระยา ทำให้กระจกหน้ารถด้านซ้าย แตก ร้าว ขยาด 2 เซนติเมตร ขณะนำผู้ป่วยฉุกเฉินโรคหัวใจกำเริบ ส่งโรงพยาลกระบี่ เหตุเกิดเมื่อเวลา ตี 3 วันที่ 28 ที่ผ่านมา ที่บริเวณ ถนนเพชร หน้าโรงเรียนมิตรภาพ 123 หรือโรงเรียนบ้านในช่อง หมู่ 1 ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่
นาย ณัฐกร. บาศรี พนักงานบริการโรงพยาบาลปลายพระยา เปิดเผยว่า ขณะขับรถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลนำตัวผู้ป่วยโรคหัวใจส่งตัวโรงพยาบาลกระบี่  พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่พยาบาล  ดูแลผู้ป่วย มีญาติผู้ป่วยนั่ง ข้างคนขับ  โดยเปิดไฟฉุกเฉินไซเรน แต่ไม่เปิดเสียง  มาตลอดเส้นทาง เมื่อขับรถผ่าน ผ่านสามแยก บ้านในสระ ถึง หน้าโรงเรียนบ้านในช่อง ถนนเพชร  มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมาก จับกลุ่ม แข่งขันรถจักรยายนต์กัน  อยู่ ทั้งสอง ข้างถนน ตลอดทาง เมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนบ้านในช่อง ได้ยินเสียงดัง คล้ายของแข็งกระทบ กระจกหน้ารถ จึงชะลอรถ ช้าลง พบว่า กระจกหน้ารถบริเวณด้านซ้ายแตกร้าว จึงรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลกระบี่ จากนั้น เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่  สาเหตุคาดว่า ขณะกลุ่มวัยรุ่นเตรียมแข่งขันรถจักรยานยนต์ แต่มีรถพยาบาลวิ่งผ่าน ทำให้ต้อง หยุดการแข่งขันชั่วคราว อาจสร้างความไม่พอใจ ทำให้ก่อเหตุดังกล่าว เรียกร้องให้ เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว  เนื่องจากเป็นการกระทำที่ อุกอาจ ไม่มีมนุษย์ธรรม  และเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ประจำรถพยาบาลฉุกเฉิน  เนื่องจากแต่ละคืนมีรถพยาบาลจากโรงพยาบาลอ่าวลึก โรงพยาลบาลปลายพระยา รับส่งผู้ป่วยตลอดทั้งคืน...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ถนนคนเดิน กระบี่ : “ถนนสีเขียว รักษ์โลก ห่วงใยผู้บริโภค ลด ละ เลิกใช้ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหาร

จังหวัดกระบี่เตรียมรับรางวัลด้านการสิ่งแวดล้อม จากสหประชาชาติ  ในขณะที่ถนนคนเดินเป็นพื้นที่ปลอดโฟมและพลาสติก 100 % ในปีนี้ และจะรุกขยายพื้นที่ให้คลอบคลุมทั้งจังหวัดในอนาคต
                วันที่ 28 ตุลาคม 2561  พันตำรวจโท หม่อมหลวง  กิติบดี   ประวิตร   ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  เป็นประธานเปิด โครงการถนนคนเดิน กระบี่ : “ถนนสีเขียว รักษ์โลก ห่วงใยผู้บริโภค    ลด  ละ  เลิกใช้ถุงพลาสติก  และบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหาร”   ณ   ถนนคนเดิน  กระบี่  โดยมีนาย นายวัฒนา    ธนาศักดิ์เจริญ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ ในฐานะอดีตประธานหอการค้าจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการถนนคนเดิน กระบี่  กล่าวต้อนรับ  นายสิริธร  จุลชู ประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงาน  นายกลินท์  สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดี  โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวเปิดโครงการ
 หัวหน้าส่วนราชการ  ผู้นำองค์กรภาคเอกชน   สื่อมวลชน  และประชาชนร่วมเป็นเกียรติจำนวนมาก  มีขบวนวงค์ดุริยางค์โรงเรียนอำมาตย์พาณิชย์นุกูล  นำประธานและแขกผู้มีเกียรติ รณรงค์ การแจกถุงผ้า และถุงกระดาษ
 ทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ ได้ผลักดันการเป็น Krabi Goes Green มาอย่างต่อเนื่อง  และในขณะนี้ภาคเอกชนภายใต้การนำของหอการค้าจังหวัดกระบี่ ได้ตระหนักในเรื่องนี้เข้ามาร่วมสนับสนุนและรณรงค์เรื่องการใช้บรรจุภัณฑ์ กล่องโฟมบรรจุอาหาร และกำหนดให้ถนนคนเดินกระบี่ ที่บริหารจัดการโดยหอการค้าจังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบในการไม่ใช้ก่องโฟม ซึ่งจากการดำเนินการมาตั้งอย่างต่อเนื่องทำให้ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวปลอดโฟมแล้ว 100 %  และก้าวสู่การลดละเลิกใช้ถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหาร เพื่อให้กระบี่เป็นถนนสีเขียว เริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ผู้ประกอบการค้ากว่า ๘๐%  เลิกใช้ถุงพลาสติก  บรรจุภัณฑ์พลาสติก  หันไปใช้ถุงผ้าและวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาทดแทน   ความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายส่งผลให้จังหวัดกระบี่  ผ่านการตัดสินให้ได้รับรางวัล “Global Low Carbon Ecological Scenic Spot” of “Sustainable Cities and Human Settlements Awards 2018 (SCAHSA 2018)” ซึ่งเป็นรางวัลจากองค์กรสหประชาชาติ  โดยจะมีการมอบรางวัลนี้ในงาน The 2018 Annual Session of Global Forum on Human Settlements (GFHS 2018) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร         ซึ่งในประเทศไทยมี จังหวัดกระบี่ และเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เท่านั้นที่ได้รับรางวัล ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังต่อไป 
                 ด้าน นายสิริธร   จุลชู   ประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดกระบี่ ในนามคณะกรรมการจัดงานโครงการถนนคนเดิน กระบี่ : “ถนนสีเขียว รักษ์โลก ห่วงใยผู้บริโภค  ลด  ละ  เลิกใช้ถุงพลาสติก  และบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหาร”  โดยโครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ได้เข้ามาเปิดสาขาในพื้นที่ชานเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวเข้ามาในเขตเมืองลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของผู้ประกอบการในเขตเทศบาลและคนท้องถิ่น หอการค้าจังหวัดกระบี่จึงได้ผลักดันโครงการถนนคนเดินขึ้น   เริ่มดำเนินการในสมัยของท่านวัฒนา  ธนาศักดิ์เจริญ  ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดกระบี่  โดยได้รับงบประมาณจังหวัด 1 ล้าน 8 แสนบาท เทศบาลเมืองกระบี่สมทบ 2 แสนบาท กระทรวงพาณิชย์จัดสรรงบประมาณสนับสนุนผ่านทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ และคัดเลือกถนนคนเดิน กระบี่ให้เป็นย่านการค้าพาณิชย์ 1 ใน 4 จังหวัด นำร่อง และรณรงค์ให้เป็นถนนคนเดินปลอดโฟม จนได้รับรางวัลจากกรมอนามัย   กระทรวงสาธารณสุขให้เป็นองค์กรปลอดโฟม 100% ติดต่อกันมาทุกปี ในแต่ละปีจะมีหน่วยงานต่างๆเข้ามาศึกษาดูงานหลายคณะ และเป็นต้นแบบในการรณรงค์ไม่ใช้บรรจุภัณฑ์กล่องโฟมใส่อาหาร  และหอการค้าทั่วประเทศนำไปเป็นต้นแบบดำเนินการในพื้นที่  และเมื่อดำเนินโครงการ ลด ละ เลิก ใช้พลาสติกและผลิตภัณฑ์บรรจุอาหารพลาสติก โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั้งหมด 396 ราย  ซึ่งได้เริ่มโครงการเมื่อวันศุกร์ ที่ 5  ตุลาคม  2561 ที่ผ่านมา  จนถึงปัจจุบันมีผู้ประกอบการค้ากว่า 80% ที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ภาชนะพลาสติกในถนนคนเดิน กระบี่ และในรายที่ยังคงใช้อยู่จะปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นๆตามความเหมาะสม และจะเลิกใช้พลาสติกภายในสิ้นปี 2561
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นาวิกโยธินภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม “พหุวัฒนธรรม รวมใจสร้างฝายชะลอน้ำ พลิกฟื้นนาร้าง”

นาวิกโยธินภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรม “พหุวัฒนธรรม รวมใจสร้างฝายชะลอน้ำ พลิกฟื้นนาร้าง” จุดประกายชาวบ้านและเยาวชน  ให้กลับมาใช้อีกครั้ง หลังร้างมานาน
               (วันนี้) 28 ต.ค.61 ณ บ้านเชิงเขา ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.เจาะ จ.นราธิวาส น.อ.นิรัตน์  ทากุดเรือ ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก.นย.ภต.เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “พหุวัฒนธรรม รวมใจสร้างฝายชะลอน้ำ พลิกฟื้นนาร้าง” เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน ช่วยกักเก็บน้ำและชะลอการไหลเวียนของน้ำ ป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำลำธารในช่วงฤดูฝนที่เสี่ยงต่อกระแสน้ำที่รุนแรง และขาดน้ำในหน้าแล้ง ช่วยปกป้องหน้าดินลดการพังทลายของหน้าดิน อีกทั้งยังมีประโยชน์มากมายต่อระบบนิเวศน์และความเป็นอยู่ของทุกสิ่งมีชีวิตบริเวณดังกล่าว รวมถึงเป็นโครงการพระราชดําริฯที่ทรงคุณค่า สร้างความอุดมสมบูรณ์ แก้ปัญหานาร้างในพื้นที่รับผิดชอบ
 โดยมี น.อ.สันติ เกศศรีพงษ์ศา ผบ.ฉก.ทพ.นย.ทร. พร้อมด้วย ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา เยาวชนรวมใจไทยเป็นหนึ่ง กองทัพเรือ เด็กนักเรียน พี่น้องไทยพุทธและพี่น้องไทยมุสลิมในพื้นที่ ให้การต้อนรับ และร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำด้วยความสมัครสมานสามัคคี ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมพหุวัฒนธรรมที่แม้จะมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักและความสามัคคี
            ในโอกาสเดียวกันนี้ น.อ.นิรัตน์  ทากุดเรือ ผบ.ฉก.นย.ทร./ผบ.ฉก.นย.ภต.ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ ออกให้บริการด้านการแพทย์ ตรวจสุขภาพ จ่ายยา แนะนำการดูแลสุขภาพเบื้องต้น แก่พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม                             ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ  จ.นราธิวาส  0936193807
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กฟผ. ให้ข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้

กฟผ. ให้ข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้
กฟผ. ให้ข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้

กฟผ. ให้ข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชนจังหวัดพังงาเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าใหม่ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากประชาชนและสื่อมวลชนมีข้องสงสัยสามารถติดต่อสายด่วน กฟผ. เบอร์ 1416 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
วันที่ 22 ตุลาคม 2561 นายผล ขวัญนุ้ย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) นายสัจจะ เห็นใจชน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน นายวิมลไชย มงคล หัวหน้าโครงการศึกษาเพื่อพัฒนาขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน นางอโนชา จงก้องเกียรติ หัวหน้ากองประสานสื่อสารสายงานหลัก ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ พบสื่อมวลชนจังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จำนวน 40 คน ให้ข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้า โครงการระบบส่งไฟฟ้าใหม่ (500 กิโลโวลต์) และการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ ณ ห้องประชุม ร้านแดรี่ฮัท อำเภอเมืองพังงา
นายผล ขวัญนุ้ย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้า รวม 3,074 เมกะวัตต์ มาจากโรงไฟฟ้าขนอม 930 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุด 1 710 ชุด 2 766 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากระบี่ 310 เมกะวัตต์ เขื่อนรัชชประภา 280 เมกะวัตต์ เขื่อนบางลาง 84 เมกะวัตต์ จากสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงจากภาคกลางมาสู่ภาคใต้ จำนวน 650 เมกะวัตต์ ซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย จำนวน 300 เมกะวัตต์ และมาจากโรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวน 29 เมกะวัตต์ ในขณะที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เมื่อวันที่ 03 มีนาคม 2561 เวลา 19.04 น. จำนวน 2,644.3 เมกะวัตต์ ปัจจุบัน กฟผ. ยังมีกำลังผลิตสำรองที่พึ่งได้อยู่อีก จำนวน 429.7 เมกะวัตต์ หาก กฟผ. ไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่หรือเพิ่มกำลังผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ได้ ในปี 2565 ไฟฟ้าในภาคใต้ก็จะไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตก-ไฟฟ้าดับได้ หาก กฟผ. สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับก็จะหมดไป หรือไม่ กฟผ. ก็จะต้องสร้างระบบส่งไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อนำไฟฟ้าจากภาคกลางมาใช้ในภาคใต้เพิ่มมากขึ้น ส่วนจังหวัดที่ให้ไฟฟ้ามากที่สุดในพื้นที่ภาคใต้ปัจจุบัน คือ จ.สงขลา จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฏร์ธานี
นายสัจจะ เห็นใจชน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟผ. กำลังดำเนินการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบส่งไฟฟ้ารองรับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ และเพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความเกิดความมั่นคงมากที่สุด ขณะนี้ กฟผ. กำลังเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ และการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ จากภาคกลางมายังภาคใต้
การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการในระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จภายในปี 2562 ประกอบด้วย งานก่อสร้างสายส่ง 500 กิโลโวลต์ จอมบึง –บางสะพาน วงจรคู่ ระยะทาง 280 กิโลเมตร งานก่อสร้างสายส่ง 500 กิโลโวลต์ บางสะพาน 2 – สุราษฎร์ธานี วงจรคู่ ระยะทาง 314 กิโลเมตร งานก่อสร้างสายส่ง 500 กิโลโวลต์ บางสะพาน 2 - บางสะพาน วงจรคู่ ระยะทาง 3 กิโลเมตร งานก่อสร้างสายส่ง 500 กิโลโวลต์ สุราษฏร์ธานี 2 - ภูเก็ต 3 วงจรคู่ ระยะทาง 186 กิโลเมตร ดำเนินจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง เพื่อรองรับการขยายระบบส่งไฟฟ้า 4 สถานี กำลังดำเนินการก่อสร้างและขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 กิโลโวลต์/230 กิโลโวลต์ ภูเก็ต 3 (แห่งใหม่) เพื่อเชื่อมกลับไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ ภูเก็ต 3 ด้วยสายส่ง 230 กิโลโวลต์ วงจรคู่ เพื่อรับสายส่ง 500 กิโลโวลต์จากสถานีไฟฟ้าแรงสูงสุราษฎร์ธานี 2 จำนวน 2 วงจร 
ส่วนระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จ ในปี 2565 โดยจะขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 กิโลโวลต์ บางสะพาน 2 ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 กิโลโวลต์ สุราษฏร์ธานี 2 ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ หลังสวน เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในภาคใต้มีความมั่นคงประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างมีความสุขทุกวัน
นายวิมลไชย มงคล หัวหน้าโครงการศึกษาเพื่อพัฒนาขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ปัจจุบัน กฟผ. ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา ซึ่งใช้ถ่านหินเป็นเชื้อพลิงเนื่องจากกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามกับเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้การจัดจำทำจัดทำรายงานผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA ) โดยคณะกรรมการที่เป็นกลางและมีกระบวนการทำงานตามหลักสากลที่เป็นกลาง ซึ่งอาจจะให้เวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี ในระหว่างนี้ กฟผ. ก็ต้องดำเนินการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้มั่นคงเพียงพอด้วยโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและระบบส่งใหม่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่ง กฟผ. จะดำเนินการให้เกิดกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด และขอความร่วมมือทุกท่านใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด หากประชาชนและสื่อมวลชนมีข้องสงสัยสามารถติดต่อสายด่วนของ กฟผ. เบอร์ 1416 ไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

อุทยานพีพีและชาวเรือช่วยเต่าตะนุเพศผู้ขนาดใหญ่หลังลอยน้ำกลางทะเลใกล้ตายนำส่งศูนย์วิจัยให้การช่วยเหลือ

อุทยานพีพีและชาวเรือช่วยเต่าตะนุเพศผู้ขนาดใหญ่หลังลอยน้ำกลางทะเลใกล้ตายนำส่งศูนย์วิจัยให้การช่วยเหลือ
    27 ตค.61 นายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หน้าอุทยบานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่อุทยานประจำหน่ายพิทักษ์อุทยานที่เกาะพีพีว่า ได้รับแจ้งมีเต่าตะนุเพศผู้ลอยอยู่กลางทะเล บริเวณระหว่างเกาะพีพี และเกาะไม้ไผ่  จึงได้ประสานเรือนำเที่ยวนำขึ้นเรือ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้นำเรือเร็วออกไปรับนำกลับมาที่เกาะพีพี ซึ่งสภาพพบว่าเป็นเต่าตะนุเพศผู้ ไม่ทราบอายุ ขนาดลำตัวกว้างประมาณ 30 ซม. ยาว 40 ซม. มีสภาพอ่อนแรง ไม่ทราบสาเหตุ ไม่พบบาดแผล 
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันราดน้ำทะเลและนำผ้าห่มมาคลุมที่ตัวเต่าเพื่อให้ชื้นแล้วใส่กะละมังขนาดใหญ่ นำขึ้นเรือโดยสารเกาะพีพี-ภูเก็ต เพื่อนำส่งไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ทำการช่วยเหลือและตรวจสอบว่า เกิดจากสาเหตุใดต่อไป
ทั้งนี้จากการสอบถามนักดำน้ำในเกาะพีพี พบว่าปัจจุบัน มีการพบเต่าตะนุมากขึ้น เนื่องจากไม่มีเรืออวนลาก มีเต่าเคลื่อนย้ายมาหากินแถบหมู่เกาะพีพีได้อีก และรวมถึงล่าสุดที่พบเต่าตะนุ 3 ขา ที่ว่ายหากินข้างเกาะพีพีเล จนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าถิ่นนักดำน้ำเรียก เจ้าสามขา ส่วนสาเหตุของเต่าตัวนี้ที่อ่อนแรงนั้น ยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้....

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

หนุนไอเดียใหม่ สานต่องานวิจัย สร้างธุรกิจใหม่ กฟผ.

หนึ่งในสัญญาณที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลุกขึ้นมาขานรับนโยบาย “Energy 4.0” คือ การปรับวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า - Innovate Power Solutions For A Better Life” พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยการเร่งสร้างนวัตกรรมโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ มุ่งพัฒนาสิ่งใหม่ทั้งด้านกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และการให้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์กับ กฟผ. ทั้งในเชิงการดำเนินธุรกิจและการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากนวัตกรรมอย่างพลิกผัน (Disruptive Innovation) ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ภารกิจในการพัฒนานวัตกรรม กฟผ. จึงหยุดรอไม่ได้เช่นกัน

ความสำเร็จทางนวัตกรรม

         ดร.จิราพร ศิริคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัยนวัตกรรมและพัฒนาธุรกิจ กฟผ. กล่าวถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรม กฟผ. ที่ดำเนินการมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะความเข้มข้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา “กฟผ. เราดำเนินการเรื่องนวัตกรรมมาตลอด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2549 จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เราได้ผลักดันให้เกิดโครงการวิจัยใหม่ไปได้ถึง 54 โครงการ ซึ่งมากขึ้นเท่าตัวจากในปี 2559 ที่อนุมัติโครงการไป 25 โครงการ ปีนี้เราจึงตั้งเป้าผลักดันให้เกิดงานวิจัยใหม่ ๆ ขณะนี้ผ่านมาแล้วครึ่งทาง เราอนุมัติโครงการวิจัยไปแล้วทั้งสิ้น 15 โครงการ”
ดร.จิราพร ศิริคำ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัยนวัตกรรมและพัฒนาธุรกิจ กฟผ.
         ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน กฟผ. มีผลงานที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จำนวนทั้งสิ้น 72 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 13 คำขอ อนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 43 คำขอ ลิขสิทธิ์ 15 คำขอ และเครื่องหมายการค้า 1 คำขอ โดยได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 46 คำขอ ผลงานทั้งหลายเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรแล้ว ยังสร้างชื่อเสียงบนเวทีการประกวดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายรายการ อาทิ ผลงานการแก้ปัญหา Power System Oscillation ในระบบไฟฟ้า โดยการหาค่า Optimal PSS Parameters ด้วยวิธี Frequency Injection ซึ่งเป็นผลงานจากฝ่ายบำรุงรักษาไฟฟ้า สายงานรองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ เป็นนวัตกรรมพัฒนาวิธีการหา Parameters ของอุปกรณ์ ช่วยลดการแกว่งของกำลังไฟฟ้า (Power System Stabilizer - PSS) ที่เหมาะสม โดยผลงานนี้นำมาใช้งานจริงในโรงไฟฟ้าจะนะ เขื่อนรัชชประภา เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้กว่า 50 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนเพียง 100,000 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังเดินสายรับรางวัลเหรียญทอง จากการเข้าร่วมการประกวดและจัดแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในเวทีนานาชาติ “46th International Exhibition of Inventions of Geneva” และรางวัลพิเศษจากประเทศจีนในเวทีเดียวกันอีกด้วย โดยล่าสุดผลงานนี้ได้รับการจดลิขสิทธิ์ในชื่อผลงาน “โปรแกรม EGAT Lead-Lag Analyzer” ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
ทีมงานผู้คิดคิ้นนวัตกรรมของ กฟผ. ที่ได้รับรางวัลที่เจนิวา ปี 2561
รางวัลเหรียญทองและรางวัลพิเศษจากประเทศจีน จากผลงานการแก้ปัญหา Power System Oscillation

สร้างทางด่วนสู่นวัตกรรมใหม่ กฟผ. : ปรับนโยบายพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัย

         อย่างไรก็ตาม ดร.จิราพร มองว่าความสำเร็จของโครงการวิจัยนวัตกรรมที่ผ่านมายังสามารถต่อยอดให้เกิดเนื้องานใหม่ได้อีกมากมาย แต่สิ่งที่จะสนับสนุนให้ไอเดียเหล่านี้กลายมาเป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็ว คือ การลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในกระบวนการการพิจารณาอนุมัติโครงการ “ภายใต้กรอบงานวิจัยที่เราสนับสนุนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของการทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การพัฒนาพลังงานใหม่เพื่อการผลิตไฟฟ้า การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ การลดต้นทุน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม มวลชน รวมถึงกิจกรรม CSR เรายังคงกรอบเหล่านี้ไว้เช่นเดิม ในทางกลับกันยังขยายให้กรอบงานวิจัยกว้างขึ้นด้วย เมื่อก่อนอาจติดขัดกันที่เรื่องอนุมัติโครงการล่าช้า เราก็แก้ปัญหานี้แล้ว โดยล่าสุด ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายงานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ของ กฟผ. โดยมีผู้ว่าการ กฟผ. ในขณะนั้น คือ คุณกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ นั่งเป็นประธานเอง เราได้ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัยให้รวดเร็วขึ้น โดยได้กำหนดกรอบการอนุมัติงบประมาณใหม่ให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น”

ทิศทางงานวิจัย กฟผ. : มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

         การพัฒนานวัตกรรมที่ กฟผ. ดำเนินการนั้น มีกรอบทิศทางการมุ่งไปข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยกำหนดสัดส่วนเงินทุนเพื่อให้นักวิจัยนำไปพัฒนาผลงานของตนเองแตกต่างกันตามทิศทางแต่ละด้านที่ กฟผ.สนับสนุน ในประเด็นนี้ ดร.จิราพร ไขความกระจ่างให้เราฟังว่า คณะกรรมการนโยบายงานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ได้กำหนดทิศทางและสัดส่วนการให้ทุนวิจัยแบบใหม่ไว้ 5 ด้าน ไว้ดังนี้
         1. ด้านนวัตกรรมในระบบไฟฟ้าของประเทศ สัดส่วนร้อยละ 40 เราให้ความสำคัญกับด้านนี้มากเพราะเป็นด้านที่สอดรับกับภารกิจหลัก กฟผ. ทั้งเรื่องภาพรวมระบบไฟฟ้า ระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่าย
         2. ด้านการแก้ไขปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กฟผ. สัดส่วนร้อยละ 25 มุ่งเน้นเรื่อง Operation and Maintenance (O&M) และงานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ Productivity ของโรงไฟฟ้า
         3. ด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สัดส่วนร้อยละ 15 มุ่งพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาผลกระทบที่เกิดจากมลสารต่าง ๆ
         4. ด้านการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับชุมชน สัดส่วนร้อยละ 10 มุ่งเพิ่มรายได้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและระบบส่ง พัฒนาคุณภาพการศึกษาพร้อมทั้งปรับปรุงภาพลักษณ์องค์กร ลดมลพิษที่ส่งผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า
         5. ด้านการมุ่งสู่ธุรกิจใหม่ สัดส่วนร้อยละ 10 มุ่งพัฒนางานวิจัยที่สามารถต่อยอดได้ในเชิงธุรกิจ (Innovation to New Business) โดยสร้างแบบจำลองธุรกิจใหม่ (Start Up)

Super Cool Idea 2018 : กระตุ้นความคิดนอกกรอบ มุ่งสู่ธุรกิจใหม่ของ กฟผ.

         นอกเหนือจากการเปิดรับให้ทั้งคน กฟผ. และหน่วยงานภายนอกได้เข้ามาเสนอผลงานเพื่อขอรับทุนวิจัยตามระเบียบปกติแล้ว ยังมีไม้เด็ดในการเฟ้นหาไอเดียใหม่ภายใน กฟผ. จากเวที Super Cool Idea Contest 2018 สังเวียนประลองความคิดที่ต่อยอดให้เกิด Startup นำไปสู่ธุรกิจใหม่ให้ กฟผ. ได้
         “ปีนี้เป็นครั้งแรกเลยที่เราจัดงาน Super Cool Idea ขึ้นมา มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อปลุกคน กฟผ. ให้ช่วยกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ให้หลุดออกจากกรอบเดิม โดยให้น้อง ๆ ได้ช่วยกันคิดไอเดียต่อยอดธุรกิจใหม่ ซึ่งมีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 172 ผลงาน โดยเราเชิญผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟผ.ทุกท่าน ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินในรอบแรก โดยคัดเลือกกันจนได้ 31 ทีมเจ้าของผลงาน และติดอาวุธทางความคิดให้พวกเขาจากกิจกรรมเวิร์คชอปในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้ปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรมทางความคิด (Super Cool Idea Contest) ให้เป็นธุรกิจใหม่ กฟผ. ได้รับเกียรติจาก ดร.รณกร ไวยวุฒิ ผู้มากประสบการณ์ด้านเตรียมทีม Startup จากศูนย์บ่มเพาะและเร่งรัดนวัตกรรม Siam Innovation District แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้อง ๆ ของเรามีความมั่นใจในการนำเสนอผลงานของตนเองให้สามารถก้าวไปสู่ Startup ได้อย่างถูกต้อง โดยทำเวิร์คชอปกัน 3 วัน ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการในวันประกวดจริง ซึ่งในวันนั้นเรายังได้รับเกียรติจากอาจารย์หลายสถาบันภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน ซึ่งผลงานของน้อง ๆได้รับเสียงตอบรับดี แม้น้องบางกลุ่มจะไม่ใช่วิศวกร แต่ก็สามารถมีส่วนร่วมแชร์ไอเดียที่ส่งเสริมธุรกิจใหม่ให้ กฟผ. ในอนาคตได้ซึ่งทุกไอเดียบนเวทีนี้ถือเป็นนวัตกรรมทางความคิด เราพยายามบอกกับเขาว่าให้กล้าคิดออกมาก่อน อย่าไปยึดติดกับกรอบและระเบียบต่าง ๆ ที่เคยครอบอยู่ แล้วค่อยมาดูว่าไอเดียนั้น จะกลั่นออกมาได้อย่างไรจะมุ่งไปสู่ธุรกิจใหม่ของ กฟผ. ได้ทางไหนบ้าง” ดร.จิราพร กล่าว

ปั้นไอเดียสู่ธุรกิจใหม่

         ทันทีที่งาน Super Cool Idea สิ้นสุดลง มีเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนเข้ามาโดย ดร.จิราพร เปิดเผยว่า “ผู้บริหารมีฟีดแบคกลับมากันมากเลยว่าเราจะต่อยอดไอเดียดี ๆ เหล่านี้ให้ออกมาได้จริงเป็นประโยชน์กับ กฟผ. ทำอย่างไรกันต่อ ซึ่งตรงนี้ได้หารือกันไว้แล้วว่า กฟผ. จะดูแลผลงานของน้อง ๆ ช่วยกันหยิบไปปั้นต่อ คัดกรอง เคี่ยวกันจนงวดเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ของเราให้ได้ ซึ่งเจ้าของไอเดียเองจะเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนด้วย” ดร.จิราพร อธิบายถึงความร่วมมือเพื่อนำนวัตกรรมทางความคิดมาขยายผลต่อยอดให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ โดยมีแนวคิดนำผลงานที่ได้รับรางวัลดีเลิศทั้ง 2 ผลงาน ซึ่งเป็นไอเดียเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนไปรวมเข้ากับโครงการเชิงธุรกิจ เพื่อมองหาโอกาสในการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ผลงานทั้ง 172 ไอเดีย จะทยอยพิจารณาหยิบมาปั้นแต่งให้เกิดเป็นธุรกิจทางเลือกใหม่ของ กฟผ. ให้มากที่สุด

หนุนสร้างงานวิจัยเป็นภูมิคุ้มกันให้ กฟผ.

         ดร.จิราพร กล่าวถึงแนวทางที่เปิดกว้างให้คนที่มีไอเดียทั้งภายในและภายนอกเข้ามาเสนอผลงานได้ทั้งด้านการพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่ หรือการสนับสนุนธุรกิจหลักของ กฟผ. ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ ดร.จิราพร ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเอาไว้ว่า “ตอนนี้ทุกคนต่างเข้าใจกันว่าเราต้องเน้นสร้างธุรกิจใหม่จากงานวิจัย แต่เราต้องไม่ลืมกันว่าธุรกิจใหม่นั้นทำรายได้ปีละ 3-4 พันล้านบาท ขณะที่ธุรกิจหลักของเราทั้งระบบผลิตและระบบส่งสร้างรายได้ให้เราปีละ 3-5 แสนล้านบาท ฉะนั้นเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจหลักเสริมความแข็งแกร่งให้ กฟผ. ด้วยงานวิจัยสร้าง Disruptive Technology ควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจใหม่ที่จะทิ้งไม่ได้เช่นกัน”
         จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือในการสานต่องานนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้นั้น ต้องใช้ความคิดและความร่วมมือจากหลายฝ่าย รวมถึงผู้บริหารที่คอยให้การสนับสนุนให้แนวคิดเกิดขึ้นจริงได้ ดังนั้น การที่จะลุกขึ้นมาคิดและทำอะไรที่นอกเหนือไปจากกรอบเดิม ๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสนใจเพื่อให้ กฟผ. ก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นราธิวาสเปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถี บ้านบูกิตอ่าวมะนาว ภายใต้แนวคิด "เที่ยวบายๆ หาดทรายอ่าวมะนาว"

นราธิวาสเปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชน บ้านบูกิตอ่าวมะนาว ภายใต้แนวคิด "เที่ยวบายๆ หาดทรายอ่าวมะนาว"

  ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส นายก่อพงษ์ โกมลรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานพิธีเปิดโครงการเปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนบ้านบูกิตอ่าวมะนาว โดยมี นายยะห์ยา ปะนาฆอ นายอำเภอเมืองนราธิวาส นายบัญชา กันหาสิงห์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาวส หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ชุมชนบ้านบูกิตอ่าวมะนาว มีทุนทางธรรมชาติที่สวยงาม แต่ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว คือ ความสะอาด สะดวก สบาย และปลอดภัย รวมทั้งการอำนวยความสะดวก การจำหน่ายสินค้าภายในชุมชนเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยววิถีชีวิตวัฒนธรรมได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ประชาชนในพื้นที่จึงต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีทักษะในการเล่าเรื่อง เพื่อดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวโดยใช้ภูมิปัญญาที่มีลักษณะเฉพาะเป็นเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังต้องมีการปรับภูมิทัศน์ การแบ่งความรับผิดชอบ การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ก็จะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้ โดยมีการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวรองจากแอ่งกลางและแอ่งใหญ่สร้างกระแส "แอ่งเล็กเช็คอิน" ในพื้นที่ 
ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการจัดสรรงบประมาณตามกรอบการดำเนินงานโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวในชุมชน สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยใช้วิถีวัฒนธรรม ซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นอัตลักษณ์ ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายในชุมชนผ่านการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต 

การเปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนบ้านบูกิตอ่าวมะนาว ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 12 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นเป้าหมายหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บูกิตอ่าวมะนาว โดยในอดีตมีการปลูกมะนาวเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่าอ่าวมะนาว ต่อมาแยกหมู่บ้านออกเป็นบูกิตอ่าวมะนาว ซึ่งหมายถึงพื้นที่อ่าวเป็นเชิงเขามีลักษณะโดดเด่นคือ ชายหาดทรายที่ทอดยาว น้ำตกชาราสวรรค์ ถ้ำที่จมอยู่ใต้ทะเลซึ่งมีวัตถุโบราณเป็นจำนวนมาก มีศูนย์เรียนรู้การทำผ้าบาติกที่นักท่องเที่ยวสามารถทดลองทำได้ด้วยตนเอง มีอาหารทะเลสดที่ชาวประมงมาขึ้นฝั่งที่ปากน้ำบางนรา และมีเมนูเด็ดคือ ส้มตำโบราณ และขนมอาปงเป็นต้น 

ภายในงานได้จัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยขบวนบิ๊กไบค์ รถจิ๊บโบราณและจักรยาน การอ่านอัลกุรอาน การแสดงดีเกฮูลู การแสดงศิละ การเปิดศูนย์ประสานงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านบูกิตอ่าวมะนาว การสาธิตอาหารพื้นบ้าน เป็นต้น
                                         
ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กฟผ. - กฟภ. เดินหน้าศึกษาเทคโนโลยีพัฒนาโครงการสมาร์ทกริดที่แม่ฮ่องสอน

กฟผ.-กฟภ. เดินหน้าศึกษาเทคโนโลยีพัฒนาโครงการสมาร์ทกริดที่แม่ฮ่องสอน
​กฟผ. ร่วมกับ กฟภ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาโครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเทคโนโลยีสมาร์ทกริดมาเพิ่มสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของพื้นที่ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่โดยตรง
    (25 ตุลาคม 2561) นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ (รวย.) และ นายสมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาโครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่าง กฟผ. และ กฟภ. โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ประกอบด้วย นายเริงชัย คงทอง รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) นายภัทรพงศ์ เทพา ผู้ช่วยผู้ว่าการอาวุโสสังกัดผู้ว่าการ (ชอสก.) นายลัญจกร อภิชิตเรืองเดช ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมและก่อสร้างโรงไฟฟ้า (ชพว.) นายศานิต ด่านสมสถิต ผู้อำนวยการฝ่ายระบบสื่อสาร (อรส.) นายอภิชาติ โซวจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและก่อสร้างโรงไฟฟ้า (อหก.) และผู้บริหาร กฟภ. ประกอบด้วย นายปราโมทย์  สุดทรัพย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา นายประพันธ์ สีนวล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและบำรุงรักษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 พร้อมด้วยผู้บริหารจาก กฟภ. ร่วมให้เกียรติในพิธีลงนาม MOU ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 20 อาคาร ท.102 สำนักงานใหญ่ กฟผ.
​นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รวย. กล่าวว่า ตามแผนแม่บทการพัฒนาสมาร์ทกริดของประเทศไทย กำหนดให้ กฟผ. ดำเนินโครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริด ซึ่ง กฟผ. ได้จ้างศูนย์เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมของโครงการ พบว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความเหมาะสมที่จะนำเทคโนโลยีสมาร์ทกริด เข้ามาช่วยพัฒนาระบบไฟฟ้าของจังหวัดให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ ซึ่งจะต้องมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับ กฟภ. ซึ่ง กฟผ. ได้ประสานความร่วมมือกับ กฟภ. เพื่อร่วมกันศึกษาด้านเทคนิคโครงการพัฒนาโครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อันจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่โดยตรง
​ด้าน นายสมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า กฟภ. กล่าวว่า กฟภ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในความร่วมมือเพื่อศึกษารายละเอียดทางด้านเทคนิคต่างๆ ในการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย โดยกระทรวงพลังงาน นอกจากนี้ กฟภ. ยังมีแผนงานต่อยอดงานของโครงการดังกล่าว ตาม Smart Grid Roadmap ในช่วงระยะสั้นของประเทศไทยด้วย
​ทั้งนี้ ขอบเขตข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคระหว่าง กฟผ. - กฟภ. โดยคณะทำงานฯ จะศึกษารายละเอียดดังต่อไปนี้  1) ศึกษาการเชื่อมต่อระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) เข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟภ. ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามมาตรฐานทางวิศวกรรมและข้อกำหนดการเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง (Grid Code) รวมถึงร่วมพิจารณาแนวทางการทำงานของ BESS ในสภาวะที่ระบบไฟฟ้าแยกโดดตัวอิสระจากระบบหลัก (Islanding Mode) และแนวทางการปรับปรุงข้อกำหนดการเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้อง 2) ศึกษาเรื่องระบบควบคุมและป้องกันของระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อรองรับช่วงการเปลี่ยนผ่านระหว่างการทำงานแบบการเชื่อมต่อระบบในสภาวะปกติ (Grid Connection) และการทำงานในสภาวะ Islanding Mode 3) ศึกษาการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Exchanging) โดยศึกษาข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานของระบบสมาร์ทกริด รวมถึงโพรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสาร จุดเชื่อมต่อ และการนำข้อมูลจากระบบดังกล่าวไปใช้เพื่อการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง และ 4) ศึกษาการทดสอบและการควบคุมการทำงานของระบบสมาร์ทกริด เช่น Islanding Mode, BESS connection รวมถึงนำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของระบบ สมาร์ทกริดให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปการศึกษา นำเสนอต่อผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบผลการศึกษาร่วมกัน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ สนธิกำลัง และตรวจความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธาณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ สนธิกำลัง และตรวจความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธาณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

   นาวาเอก นิรัตน์ ทากุดเรือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เป็นประธานในการตรวจความพร้อม ของศูนย์บรรเทาสาธาณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ ซึ่งมีการสนธิกำลัง จำนวน 100 นาย รวมถึงตรวจความพร้อมยุทธโธปกรณ์ และอุปกรณ์ อาทิ เรือยาง เฮลิคอปเตอร์ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ฯ 
ซึ่งมีนายยะยาห์ ปะนาฆอ นายอำเภอเมืองนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ พันตำรวจเอก เจริญ ธรรมขันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาส ร่วมตรวจความพร้อมฯ ในครั้งนี้ 
นาวาเอก นิรัตน์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ นับว่าเป็นส่วนสำคัญ ภัยพิบัติเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแสดงถึงความพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติ ก็คือการเตรียมความพร้อม
ทั้งนี้ การเตรียมการให้พร้อมทุกขณะ ทุกคน ทุกเครื่องมือ อีกทั้งในวันนี้ (24 ต.ค.61) ได้เชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบ้านเมือง รวมถึงกำลังภาคประชาชน มาดูความพร้อมของทุกคน เพื่อเป็นหลักประกันว่าหากมีภัยก็จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที  พร้อมย้ำกองทัพเรือจะต้องเป็นที่พึ่ง เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน


ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กระบี่เปิดงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นววิถีระดับจังหวัด39 ชุมชน 8 อำเภอ ร่วมงานคึกคัก โชว์ความโดดเด่นด้านท่องเที่ยวชุมชนและผลิตภัณฑ์(คลิป)

เปิดงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นววิถีระดับจังหวัดกระบี่ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP และนวัตวิถีระดับจังหวัดกระบี่ 39 ชุมชน 8 อำเภอ ร่วมงานคึกคัก โชว์ความโดดเด่นด้านท่องเที่ยวชุมชนและผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สายตาผู้ร่วมงาน
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 เวลา 17.30 น.ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นววิถีระดับจังหวัดกระบี่ ซึ่งงานจะมีในระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2561เริ่มเวลาบ่าย 3 ถึง 4 ทุ่ม ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ โดยมีนายสันติ เที่ยงธรรม พัฒนาการจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงาน มีสมาชิกชุมชนท่องเที่ยว OTOP และนวัตวิถีระดับจังหวัดกระบี่ 39 ชุมชน 8 อำเภอร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
จังหวัดกระบี่ได้ดำเนินการสานนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนตามโครงการ ไทยนิยมยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีไทย ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณให้พัฒนาชุมชนดำเนินการตามโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โดยจังหวัดกระบี่มีรายได้จากยอดจำหน่ายสินค้า OTOP เป็นอันดับ 5 ของประเทศ และเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนตามยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวแบบยั่งยื่น และเพื่อพัฒนายกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนและหมู่บ้านให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าโอทอปในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการสร้างและพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนและหมู่บ้านท่องเที่ยว ให้มีขีดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ และนำมาต่อยอดในการบริหารจัดการชุมชนและหมู่บ้านได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ได้รับงบประมาณ 68 ล้านบาท ดำเนินโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ใน 8 อำเภอ 39 หมู่บ้าน สนองนโยบายรัฐบาล ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากยกระดับสวัสดิการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพสร้างโอกาสในอาชีพและการจ้างงาน ด้านพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านกระบวนการประชาชน การเข้าถึงแหล่งทุนในการพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้ในชุมชนและหมู่บ้าน สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวในแต่ละท้องถิ่น และด้านการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ ควบคู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าทางการเกษตรและส่งเสริมการตลาดสมัยใหม่
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ม๊อบเรียกร้องราคาปาล์ม ยอมถอย กลับมาฟังข่าวดีอีกครั้ง 1 พ.ย.หวั่นกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ขู่ คำตอบไม่ได้ตามข้อเรียกร้อง บุกทำเนียบ

ม๊อบเรียกร้องราคาปาล์ม ยอมถอย กลับมาฟังข่าวดีอีกครั้ง 1 พ.ย.หวั่นกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ขู่ คำตอบไม่ได้ตามข้อเรียกร้อง บุกทำเนียบ

(วันนี้) 25 ต.ค.61 จากรณี ที่ชาวสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียง ประมาณ 200 คน ได้รวมตัวกันเดินทางมาประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ นำโดยนายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานคนปลูกปาล์แห่งประเทศไทย เพื่อฟังคำตอบที่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มตกต่ำ ไปก่อนนี้ พร้อมตั้งเวทีปราศรัยขึ้นที่ด้านหน้าศาลากลาง โดยมีแกนนำปรับเปลี่ยนกันขึ้นเวที ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รักษาความสงบกว่า 100 นาย    

ต่อมา พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า ในนามตัวแทนรัฐบาล พร้อมคณะ ได้เดินทางมารับฟังข้อเรียกร้อง พร้อมเชิญแกนนำเข้าประชุมหาทางออกร่วมกัน โดยจัดขึ้นที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดกระบี่(หลังเก่า)โดยใช้เวลาประชุมพูดคุยร่วมกันนานประมาณ 2 ชั่วโมง จนได้ข้อยุติ โดย พล.ต.ท.ไกรบุญ ได้รับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม นำไปเสนอในที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ 

พร้อมกันนี้ทางกลุ่มแกนนำ ได้ออกมาขึ้นเวที พร้อมประกาศยุติการชุมนุม โดยนายชโยดม ให้เหตุผลว่า พอใจผลลการประชุมร่วมกับตัวแทนรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่ไม่เชื่อมั่นว่าทางรัฐบาลจะทำได้จริง แต่ต้องยอมยุติการชุมไปก่อน เพราะไม่อยากให้กระทบกับการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นรายได้หลัก เพราะปาล์มน้ำมันและยางพาราพืชเศรษฐกิจ ได้ตายไปจากจังหวัดกระบี่แล้ว จึงยอมให้การท่องเที่ยวตายไม่ได้อีก

นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธาน สภาเกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ทางสภาฯได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาไม่เคยได้รับการแก้ไข และตนเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ทราบปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างแน่นอน เนื่องจากคนที่อยูใกล้ตัวไม่ได้รายงานให้ทราบ

ต่อมานายสมโภช โชติชูช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้มาพบปะกับผู้ชุมนุม พร้อมกล่าวว่า ทางคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมัน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เตรียมนำเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของชาวเกษตรกรปาล์มน้ำมันเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้า เชื่อว่าปัญหาราคาปาล์มตกต่ำจะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ทราบผลการประชุม ทางแกนนำได้ประกาศยกเลิกการชุมนุม และนัดประชุมอีกครั้งและในวันที่ 1 พ.ย.นี้ เพื่อฟังคำตอบในการประชุมคณะกรรมการนโยปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หากว่าคำตอบไม่ได้ตามข้อเสนอ ก็จะนัดบุกทำเนียบรัฐบาล ต่อไป...

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นราธิวาส ระดมกำลัง ทส.ปช.200 นาย คุมเข้มเขตเมืองเศรษฐกิจสำคัญและย่านธุรกิจ ป้องกันเหตุลอบวางระเบิด หลังคนร้ายวางระเบิด จยย.บอมบ์ ที่ จ.ยะลา

นราธิวาส ระดมกำลัง ทส.ปช.200 นาย คุมเข้มเขตเมืองเศรษฐกิจสำคัญและย่านธุรกิจ ป้องกันเหตุลอบวางระเบิด หลังคนร้ายวางระเบิด จยย.บอมบ์ ที่ จ.ยะลา
       
จากกรณีที่คนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องประกอบในรถจักรยานยนต์ ลอบกดชนวนระเบิดป่วนเมืองบริเวณหน้าร้านจำหน่ายยางและล้อแม็คซีซันแมกซ์ไทร์ 5 แยก ถ.สิโรรส ต.สะเต็ง อ.เมือง จ.ยะลา เหตุเกิดเมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา
ล่าสุด วันนี้ (24.ต.ค.61) นายยะห์ยา ปะนาฆอ นายอำเภอเมือง จ.นราธิวาส ในฐานะ ผอ.ศปก.อ.เมืองนราธิวาส จึงสั่งการให้นายทวีศักดิ์ เสาร์พูล หัวหน้าชุกปฏิบัติการ ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทส.ปช.) 418 นำกำลัง ทส.ปช.อ.เมืองนราธิวาส กระจายกำลังออกลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยและประจำกำลังตามสถานที่เศรษฐกิจ ย่านชุมชน และย่านธุรกิจสำคัญๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างร้าน ร้านค้า ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส เพื่อสังเกตการณ์สิ่งผิดปกติที่น่าสงสัย พร้อมดูแลผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่น่าสงสัยเป็นพิเศษที่ขับเข้ามาในย่านธุรกิจและสถานที่สำคัญๆ สถานที่ราชการ โรงเรียน พร้อมร่วมสนับสนุนการตั้งด่านกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.)ตามจุดตรวจจุดสกัดสำคัญบนถนนสายหลักในเมือง โดยเน้นการเปิดเบาะ รถจักรยานยนต์ที่มาทำธุระในย่านสำคัญ และเพ่งเล็งรถจักรยานยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่ขับมาจอดในบริเวณย่านการค้ารวมถึงรถจักรยานยนต์ที่เป็นเป้าหมายหรือถูกแจ้งหายไว้ใน สภ.ต่างๆ เป็นหลัก 

ซึ่งหากมีเหตุต้องสงสัยหรือพบสิ่งผิดปกติจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารทันที เพื่อเป็นการป้องกันการลอบวางระเบิด จยย.บอมบ์ ป่วนเขตเศรษฐกิจสำคัญตามนโยบายของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่สั่งการให้กำลังทุกฝ่ายเตรียมความระมัดระวังการก่อเหตุจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่พยายามก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์รายวันในพื้นที่
 สำหรับอาสมัคร ทส.ปช.อ.เมืองนราธิวาส เป็นกำลังสำคัญอีกหน่วยที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงด้วยจิตอาสา จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนและครูนักเรียนในช่วงเปิดเทอมการเรียนร่วมกับเจ้าหน้าที่จราจร และหลังจากนั้น จะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน พ่อค้า ย่านธุรกิจ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองเป็นหลัก และบางส่วนยังออกไปสนับสนุนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ตามจุดตรวจจุดสกัด เพื่อทำหน้าที่ตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่เข้า และออกในย่านเศรษฐกิจและถนนในเขตเทศบาลเมือง.              

ภาพ/ข่าว  ซาการียา  ดอเลาะ  จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กระบี่อ่วม!ฝนถล่มหนัก ติดต่อกันกว่า 3 ชม.ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม หลาย จุดในตัวเมืองกระบี่ (2คลิป)

กระบี่อ่วม  ฝนถล่มหนัก ติดต่อกันกว่า 3 ชม.ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม หลาย จุดในตัวเมืองกระบี่     บางจุดระดับน้ำสูง50ซม.ถึง1 เมตร  รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ การจราจรติดขัดเป็นเวลานาน   ขณะที่บริเวณวัดถ้ำเสือวิปัสนาถูกน้ำท่วมหนัก นักท่องเที่ยวติดค้าง   เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต้อง ใช้รถหกล้อไปรับนักท่องออกจากพื้นที่ ปลอดภัย
 เมื่อเวลา 15.30 น.(วันนี้)วันที่ 24 ต.ค.61    ภายหลังเกิดฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานานกว่า 1  ชั่วโมงส่งผลให้ เกิดน้ำท่วม หลายจุดในเขต อำเภอเมืองกระบี่   โดยเฉพาะเขตตำบลกระบี่น้อย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลปากน้ำ  เทศบาลเมืองกระบี่    และเขตเทศบาลตำบลกระบี่ น้อย อ.เมืองกระบี่    เช่นภายในหมู่บ้านเคหะชุมชนและบริการชุมชนจังหวัดกระบี่ แยกวัดถ้ำเสือหน้าโรงเรียนเมืองกระบี่ บริเวณสามแยกสำนักงาน การยางแห่งประเทศไทย สาขากระบี่ ถูกน้ำท่วมสูงกว่า30  ซม. รถเล็กวิ่งผ่านด้วยความยากลำบาก     บริเวณถนนเพชรเกษม ขาออก หน้าโรงเรียนเมืองกระบี่ ไปจนถึง กองร้อย ตชด.426 กระบี่ ถูกน้ำท่วมทั้ง 3 ช่องจราจร ระดับน้ำสูงกว่า 40 ซม. รถไม่สามารถผ่านได้ ตำรวจต้องระบายรถให้วิ่งทางเลนฝั่งขาเข้าเมือง ส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นเวลานาน  รถติดระยะทางยาวกว่า 5 กม. นอกจากนี้น้ำยัง ท่วมบริเวณถนนมหาราช  ต.ปากน้ำ  ย่านการค้าตัวเมืองกระบี่  ซึ่งเป็นจุดน้ำท่วมซ้ำซาก   เจ้าหน้าที่ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  นำเครื่องสูบน้ำมาสูบระบายน้ำ   เบื้องต้นทางนายกีรติศักดิ์  ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่  เปิดเผยว่า สาเหตุเกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน   ซึ่งล่าสุดระดับได้ลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว  
 ส่วนในเขตเทศบาลตำบลกระบี่น้อย   ถนนทางไปวัดถ้ำเสือวิปัสสนา ม.1  ต.กระบี่น้อย   ถูกน้ำท่วมตลอดสาย  ระยะทางกว่า100 เมตร รถเล็กไม่สามรถผ่านได้    และที่ท่วมหนักสุด คือภายในบริเวณวัดถ้ำเสือวิปัสสนา ระดับน้ำท่วมสู.กว่า 50เซนติเมตร  ส่งผลให้นักท่องเที่ยว จำนวนมาก ไม่สามรถออกมาจากบริเวณวัด ได้  เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา  ต้องนำรถบรรทุกหกล้อไปรับนักท่องเที่ยวออกมา  เบื้องต้นทุกคนปลอดภัย   นอกจากนี้ ที่บริเวณหมู่บ้านเคหะชุมชนและบริการชุมชนจังหวัดกระบี่  ปริมาณน้ำไหลมาจากบริเวณใกล้เคียงไหลเช้าท่วมหมู่บ้าน ระดับน้ำสูง กว่า1  เมตร และยังมีดินปนทรายไหลเข้าท่วมบ้าน เรือนแล้วหลายหลัง ชาวบ้านเร่งขนย้ายทรัพย์ไว้ที่สูง    ล่าสุดระดับน้ำเริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ไทรักธรรมเตรียมเปิด 50 สาขาพรรคภาคใต้เล็ง 5 ที่นั่ง(คลิป)

สตูลไทรักธรรมเตรียมเปิด 50 สาขาพรรคภาคใต้เล็ง 5 ที่นั่ง
                 นายพีระวิทย์  เรื่องลือดลภาค  หัวหน้าพรรคไทรักธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเปิดสาขาพรรคไทรักธรรมสาขาสตูลเขต1และเขต 2  ซึ่งเป็นไปตามคำสั่ง คสช.ที่13/2561 เกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรค ม.141/1(3) พร้อมประชุมเลือกประธาน และคณะกรรมการสาขาพรรค มีเจ้าหน้าที่กกต.ร่วมสังเกตุการณ์ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคและประชาชนเข้าร่วม   โดยหัวหน้าพรรคไทรักธรรมได้เดินทางไปเปิดประชุมและคัดเลือกคณะกรรมการบริหารสาขาพรรคไทรักธรรมเขต 2 ที่บริเวณลังกาบิชรีสอร์ท ต.ปากน้ำอ.ละงู จ.สตูล มีประชาชนเข้าร่วม177 คน เพื่อจัดตั้งสาขาพรรค โดยมีนายม่าหมัด  เมืองแล่ง อายุ 49 ปี อดีต ผญบ.ม.2 ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง เป็นหัวหน้าสาขาพรรค รหัส006 และเป็นว่าที่ผู้สมัครในพื้นที่เขต2 จ.สตูล จากนั้นเดินทางมายังสตารินทร์รีสอร์ทอ.เมืองจ.สตูลเพื่อเลือกหน.สาขาและคณะกรรมการสาขา โดยใช้การเลือกตั้งแบบอิเลคทรอนิคเพื่อความโปร่งใส โดยได้นายสมควร  อบทอง อายุ38 ปี เป็นหัวหน้าสาขาพรรคไทรักธรรมเขต 1 รหัส005 และเป็นว่าที่ผู้สมัครในนามพรรคไทรักธรรมเขต 1 ด้วย
           นายพีระวิทย์   เรื่องลือดลภาคหัวหน้าพรรคไทรักธรรมกล่าวกับสมาชิกพรรคและประชาชนที่เข้าร่วมทั้ง 2 แห่งว่า พรรคไทรักธรรมเป็นพรรคแรกที่ผ่านมาตรา 33 ที่กำหนดให้ภายใน 1 ปีพรรคจะต้องมีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา ขณะนี้เรามี 4 สาขาครบทุกภาคแล้ว  ปัจจุบันมีสมาชิก 14,000 คนโดยคัดสรรผู้สมัครลงสมัครทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบแบ่งเขต สำหรับจ.สตูลถือเป็นจังหวัดที่ตั้งความหวังไว้อีกจังหวัดหนึ่งได้ส่งระบบเขต 2 คนและระบบบัญชีรายชื่อ 11 คน ในเบื้องต้นภาคใต้นอกจากจ.สตูลแล้วจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครและสาขาพรรคในจ.ตรัง ภูเก็ด ในเร็วๆนี้ สำหรับนโยบายส่งเสริมและสร้างอาชีพเสริมพร้อมการตลาด สร้างวัฒนธรรม ผสมการท่องเที่ยวทุกจังหวัดสร้างระบบสาขาเครือข่ายการเมือง  สหกรณ์ออนไลน์แก่ประชาชน ให้ความเข้าใจใหม่แก่เกษตรกรทุกประเภท ไม่ให้เสียเปรียบนายทุน เปิดโอกาสรับฟังปัญหาต่างๆจากชาวบ้านเพื่อเป็นนโยบาย เราขอใช้หลักธรรมมะ หลักธรรมชาติ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงๆ มาใช้ในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศ  สำหรับจ.สตูลทางพรรคให้ความสำคัญโดยมีนายมานะ  สมันตรัฐ  ลูกหลานชาวสตูลเป็นรองหัวหน้าพรรค และส่งลงในระบบบัญชีรายชื่อระดับต้นๆด้วย
          นายมานะ  สมันตรัฐ รองหัวหน้าพรรคไทรักธรรม กล่าวว่าพรรคไทรักธรรมส่งส.ส.ทุกเขต โดยภาคใต้นั้นส่ง 50 เขต คาดหวังไว้ 5 ที่นั่ง คือสตูล 2 เขต กระบี่ นครและปัตตานี  ชูนโยบายส่งเสริมอาชีพ กินดีอยู่ดีมีรายได้เสริม นโยบายจะเน้นชาวบ้านเป็นหลัก และพรรคเราสามารถเข้าร่วมกับทุกพรรคได้ สำหรับว่าที่ผู้สมัครทั้ง2 เขตเน้นคนที่ทำงานลงพบปะช่วยเหลือและคลุกคลีกับชาวบ้านจริงๆ
นิตยา แสงมณี ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...