• ...

    ...

  • สิงห์ทองออโต้เพนท์

    ศูนย์ซ่อมสีรถและตัวถัง โทร075-817208,081-8942976...

  • โรงเรียนด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์กระบี่

    โรงเรียนด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์กระบี่ โทร 084-7195599 , 075-656132

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

เผยนาทีระทึก!รถยนต์ชนรถตู้ กลางสี่แยกสวนปาล์ม ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่ เจ็บ 11 ราย(มีคลิป)

รถยนต์มิตซูบิชิ เจ็ดที่นั่ง ชน  รถตู้โดยสารประจำทาง  กลางสี่แยกสวนปาล์ม ต.ดินอุดม อ.ลำทับ  จ.กระบี่  เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11  ราย   สาหัส 5 ราย   คาดคนขับรถยนต์ไม่ชำนาญ เส้นทาง  ขณะที่เจ้าหน้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบรถตู้ถูกชนเต็มๆ  ชาวบ้านเรียกร้องให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร
     เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่  29 ก.ย.61    เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ลำทับ จ.กระบี่   แพทย์เวรโรงพยาบาล ลำทับ  เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเต็กก่าจีคุงเกาะลำทับ หน่วยกู้ภัยกระบี่ พิทักษ์ประชาลำทับ  และหน่วยกู้ภัยบางขัน   เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถยนต์มิตซูบิชิ  รุ่นสตราด้า จีวากอน สีดำ  ทะเบียน กข .4497 กระบี่   พุ่งชนรถตู้โดยสาร ประจำทางสายนครศรีธรรมราช-ภูเก็ต   สีขาว หมายเลขทะเบียน  10-4102  นครศรีธรรมราช  กระเด็นไปชนต้นไม้ข้างทาง พังยับเยินทั้งคัน  ส่วนรถยนต์มิตซูบิชิด้านหน้าและด้าน ข้างซ้ายพังเสียหาย     มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 11 ราย  เหตุเกิดบริเวณสี่แยกสวนปาล์ม ม.4 ต.ดินอุดม  อ.ลำทับ  จ.กระบี่    เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาลและ นำตัวผู้บาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาล  ลำทับจำนวน  9ราย  นำส่งโรงพยาบาลบางขัน 2 ราย  ซึ่งในส่วนของผู้บาดเจ็บ ที่รักษาตัวอยู่รพ.ลำทับ  จำนวน 9ราย  นั้นมีอาการสาหัส 5 ราย  เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่แล้ว
          สอบถามนาบสุริพันธ์  สีหมุ่น  อายุ 54ปี  คนขับรถยนต์มิตซูบิชิ คันทีทราบว่า  ก่อนเกิดเหตุตนได้ขับรถยนต์มิตซูบิชิจีวากอน   คันดังกล่าว พาครอบครัวรวม 4 คน  ไปเที่ยวพักผ่อนที่ไร่ตะวันหวาน  ต.ดินอุดม  หลังจากเที่ยวพักผ่อนเสร็จก็ เดินทางกลับบ้านที่ ต.อ่าวนาง  อ.เมืองกระบี  โดยขับรถมุ่งหน้ามาทาง สี่แยกสวนปาล์ม  แต่ด้วยความที่ไม่ชำนาญเส้นทาง ประกอบกับบริเวณสี่แยกไม่มีสัญญาณไฟจราจร   จึงได้ขับออกไปพุ่งชนกับรถตู้โดยสารที่กำลังวิ่งผ่านมาทางสี่เข้าอย่างแรงเป็นเหตุ ให้รถตู้กระเต็นตกข้างทางไปชนต้นไม้   เป็นเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว  
 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิด บริเวณสี่แยกสวนปาล์มที่บันทึกเหตุการณ์ขณะเกิดไว้ได้ พบว่า  ขณะเกิดเหตุ นั้น รถยนต์มิตซุบิชิ  คันดังกล่าวได้ขับมาด้วยความเร็วสูง  มุ่งตรงไปทางสี่แยก   ขณะเดียวกันรถตู้โดยสาร ซึ่งมีนายสุเทพ  หมื่นแก้ว อายุ 47 ปี เป็นคนขับ วิ่งผ่านมาถึงตรงกลางสี่แยกพอดี  ก่อนที่รถยนต์มิตซุบิชิ  จะพุ่งชนเข้ากลางลำ อย่างแรง  จนกระเด็นตกข้างทาง   ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่าง รอสอบปากคำคนขับรถและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรวมรวมพยานหลักฐาน   ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป     อย่างไรก็ตามที่อยู่บริเวณดังกล่าว พูดเป็นเสียงเดียวกัน บริเวณสี่แยกดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง  ซึ่งที่ผ่านมา มีรถตู้โดยสารประสบเหตุมาแล้วหลายครั้ง  และรถยนต์ส่วนตัวอีกหลายครั้ง มีทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต   ซึ่งปัจจุบันมีเพยงสัญญาณไฟกระพริบเท่านั้นไม่มีสัญญาณไฟจราจร  จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งสัญญาณไฟจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุ
ทีมข่าว กระแสใต้-รายงาน <<<<<<<วีดีโอ แนะนำ>>>>>>>> -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

กระบี่เปิดตลาดนัดศิลปวัฒนธรรมแหล่งเรียนรู้จังหวัดกระบี่ “Krabi Art & Culture Market รองรับงานแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติกระบี่

กระบี่เปิดตลาดนัดศิลปวัฒนธรรมแหล่งเรียนรู้จังหวัดกระบี่     “Krabi  Art & Culture Market รองรับงานแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติกระบี่
   28 กันยายน 2561 เวลา 18.30 นาฬิกา ที่ลานประติมากรรมไม้มะหาด  ริมเขื่อนปากน้ำ จังหวัดกระบี่ นายกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ เปิดงานโครงการตลาดนัดศิลปวัฒนธรรมแหล่งเรียนรู้จังหวัดกระบี่ ซึ่ง เพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองกระบี่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายศิลปวัฒนธรรมได้ถ่ายทอดองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ให้แก่เด็ก เยาวชน ประชาชน ได้ใช้เป็นเวทีการเรียนรู้และสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อจัดกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม ระหว่างการจัดแสดงงานศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ย์  2018 วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 (เวลา  4 เดือน)   และเพื่อเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นโดยใช้มิติทางศิลปวัฒนธรรม   
 ภายในงานมีนิทรรศการศิลปะของศิลปินรับเชิญ  การสาธิตภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ศิลปะของเครือข่ายภูมิปัญญา ฐานการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับเด็กและเยาวชน การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม และการออกบูธจำหน่ายอาหารอร่อยเมืองกระบี่ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจัดขึ้น 
นายกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน  นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่  กล่าวว่า      นโยบายสำคัญของรัฐบาลต้องการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ครอบครัวชุมชน  เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ  เกษตรกร   กลุ่มเป้าหมายให้มีรายได้เพิ่มขึ้น   โดยนำมิติทางวัฒนธรรมมาบูรณาการ  มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน   การทำงานร่วมกันกับเครือข่าย   นำเรื่องราว ศิลปะ  นำทุนทางวัฒนธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ   เชื่อมต่อกับสินค้าทางวัฒนธรรมของชุมชน  ศิลปวัฒนธรรมแหล่งเรียนรู้จังหวัดกระบี่ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนที่สามารถนำวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน และสามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ในอนาคต การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะก่อให้เกิดการนำทุนทางวัฒนธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น นำประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนมาเชื่อมต่อกับสินค้าทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จทางด้านรายได้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชุมชนต่อไป    โครงการตลาดนัดศิลปวัฒนธรรมแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดกระบี่  เปิดทุกวันศุกร์  เสาร์  จนถึงเดือนตุลาคม  เพื่อรองรับงาน ตุลาคม  เพื่อรองรับงานศิลปะนานาชาติที่จะมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
//////////////วีดีโอ แนะนำ//////////// -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กสม. ผลักดันธุรกิจโรงแรมไทยและการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต สู่ต้นแบบการทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน

กสม. ผลักดันธุรกิจโรงแรมไทยและการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต สู่ต้นแบบการทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน
วันที่ 27ก.ย.61 ที่ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ จังหวัดภูเก็ต นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ธุรกิจการโรงแรมไทยและท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตสู่ต้นแบบการทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน ตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน”  โดยมีนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมด้วยนางภิรมย์ ศรีประเสริฐ เลขาธิการ กสม. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ผู้บริหารธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดทะเลอันดามัน เข้าร่วมการสัมมนากว่า 200 คน 
                นายวัส กล่าวเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมไทยกับการเคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า ธุรกิจและสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันสิทธิมนุษยชนคือการดูแลทุกคนให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม และได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม ดังนั้นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเป็นการสร้างความเจริญเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในสังคมควบคู่กันอย่างสมดุล สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน  ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ เป้าหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนแผนแม่บทระดับโลกที่กำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะ 15 ปีข้างหน้า   
 ประธาน กสม. กล่าวว่า การดำเนินกิจการของภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติ ตลอดไปจนถึงผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย ซึ่ง กสม. ได้จัดทำโครงการเผยแพร่และขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2558 และได้กำหนดให้ “ธุรกิจท่องเที่ยวและการโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต” เป็นโครงการนำร่องในการทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนภายใต้ 3 เสาหลัก คือ คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา 
 “ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าหรือบริการโดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มประเทศตะวันตก ไม่ได้คำนึงเพียงคุณภาพของสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่ยังดูตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงระดับนโยบายว่ามีการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก หรือแรงงานบังคับ หรือการประกอบธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนหรือไม่ หากบริษัทหรือโรงแรมใดมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการประกอบธุรกิจ ผู้บริโภคก็อาจไม่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการแม้ว่าจะมีคุณภาพดีก็ตาม และอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพของตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายวัส ระบุ 
 นายวัส กล่าวด้วยว่า การสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมในพื้นที่กลุ่มทะเลอันดามันและอ่าวไทย จะได้เรียนรู้และเป็นตัวอย่างที่ดีของการผนวกเอาหลักการชี้แนะฯ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของบริษัทอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยลดปัญหาสังคมทั้งในเรื่องของปัญหาแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่กระทบต่อวิถีของชุมชนในพื้นที่ คนในสังคมก็จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง สามารถสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ตนเชื่อว่า การทำธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนจะเป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว เป็นการส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมอย่างมั่นคง (stable) และยั่งยืน (sustainable) ทำให้ธุรกิจเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อันจะเป็นผลดียิ่งต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วย
/////////////วีดีโอ แนะนำ -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อ.บาเจาะ จับมือ อบต.จัดกิจกรรม “วิถีชุมชนแห่งเทือกเขาบูโด”(มีคลิป)

อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อ.บาเจาะ จับมือ อบต.จัดกิจกรรม “วิถีชุมชนแห่งเทือกเขาบูโด” ดึงชุมชนรอบบริเวณอุทยาน และใกล้เคียง ร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายนักอนุรักษ์ สร้างงาน สร้างอาชีพ เสริมรายได้ ยกคุณภาพชีวิตประชาชน

                ณ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  นายธีรมัตถ์ แวยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีตำบลบาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบๆอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ใกล้เคียง ภายใต้ชื่องาน “วิถีชุมชนแห่งเทือกเขาบูโด” ของอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการ เอกชน ตำรวจ ทหาร และการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น พลังชุมชน ตลอดจนประชาชน นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ใกล้เคียง พลังสามัคคี พลังชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

                นายธีรมัตถ์ แวยูโซ๊ะ นายกเทศมนตรีตำบลบาเจาะ กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติเขาบูโด-สุไหงปาดี เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในเขตชุมชนที่มีการคมนาคมขนส่งหลายช่องทาง มีความสะดวก ที่สำคัญ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญยิ่ง และยังคงเป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตและยังมีระบบนิเวศวิทยาที่สำคัญยิ่ง เป็นมรดกของชนในท้องถิ่นที่คู่ควรอนุรักษ์ให้คงอยู่สภาพและให้ประโยชน์ร่วมกันสูงสุด ป่าอยู่ เราอยู่ ชั่วลูกชั่วหลาน และยังสามารถต่อยอดให้เกิดรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นเพราะเรารู้จักอยู่กับป่ากับธรรมชาติใช้ประโยชน์ร่วมกันพุ่งพาอาศัยกันแบบไม่ทำลาย โดยการยกระดับป่าให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การศึกษาวิจัยพัฒนาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิต หากการท่องเที่ยวขยายตัวจะทำให้มีการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้น การอนุรักษ์ให้คงอยู่สภาพและรู้จักใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างคุ้มค่าแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพากันแล้ว เชื่อว่ามรดกอันล้ำค่าแห่งนี้จะอยู่คู่ชุมชนเทือกเขาบูโดจากรุ่นสู่รุ่นได้ตลอดไป

ด้านนายสิทธิชัย หมัดสี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มคุณคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบๆอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ใกล้เคียงภายใต้ชื่องาน “วิถีชุมชนแห่งเทือกเขาบูโด” ซึ่งได้รับการสนับสนุนและเห็นชอบจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยภายในงานมีกิจกรรมฝึกอบรมมัคคุเทศก์ นักอนุรักษ์สายพันธุ์ใหม่ การจัดนิทรรศการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบๆอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.สร้างเครือข่ายนักอนุรักษ์ 2.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 3.สร้างงาน สร้างอาชีพ เสริมรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตแระชาชนดีขึ้น 4.กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก 5.สร้างมูลค่าให้กับผลผลิต           โดยมีเป้าหมาย 1.นักเรียนในพื้นที่รอบๆอุทยานแห่งชาติ จำนวน 15 โรง 2.ประชาชนในพื้นที่รอบๆอุทยานแห่งชาติและใกล้เคียง 3.หน่วยงานราชการในพื้นที่ ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน

โดยภายในงาน มีซุ้มจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชน สิ้นค้า OTOP อาหารโบราณต่างๆที่สะท้อนให้เห็นถึงความมีอัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ซึ่งเป็นวิถีชุมชน .

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

ตชด 425 ภูเก็ต รวบ2วัยรุ่นชาวนครศรีฯขับเก๋งป้ายแดงส่งยาบ้าคาด่านตรวจท่าฉัตรไชย


27 ก.ย. 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน นำโดย ร.ต.อ.อำพล สมอไทย หน ชปข ร้อย ตชด 425 จ.ภูเก็ต พร้อมพวกร่วมกับจนท. ประจำด่านตรวจภูเก็ต(ท่าฉัตรไชย) ร่วมกันจับกุมตัว 1. นายสุรศักดิ์ แก้วมณี อายุ 28 ปี ที่อยู่ 209/1  ม.8  ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช                 
 2. นายวัชระ รัตนพงศ์ อายุ 20 ปี ที่อยู่ 300 ม.5 ต.ควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราชพร้อมของกลาง
    1.ยาบ้า  10 ถุง รวมจำนวน   1,952 เม็ด
​2.อาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ ไม่มีหมายเลขประจำปืน และไม่มีหมายเลขทะเบียนปืน จำนวน 1 กระบอก
           3.เครื่องกระสุนปืน ขนาด เบอร์ 12 จำนวน 4 นัด
           4.ซองพกหนัง(ชนิดพกใน) สีดำ จำนวน 1 ซอง
           5.รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว ทะเบียน ณ-1115 กรุงเทพมหานคร (ป้ายแดง) หมายเลขตัวถัง MR2B33F3801164277.                 
   ได้ที่บริเวณด่านตรวจจังหวัดภูเก็ต(ท่าฉัตรไชย) อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พร้อมนำส่ง พงส สภ.ท่าฉัตรไชย จ.ภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561

นราธิวาสวันแรกการแข่งขัน ประชันเสียงนกเขาชวา สุดคึกคัก4 ประเทศ ร่วมแข่งกว่า 1000 ตัว

นราธิวาสวันแรกการแข่งขัน ประชันเสียงนกเขาชวา สุดคึกคัก4 ประเทศ ร่วมแข่งกว่า 1000ตัว


   ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งในวันนี้มีการจัดการแข่งขันประชันเสียงนกเขาชวา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็นวันแรก โดยมีการประชันเสียงในประเภท 4 เสียง ทั้งเสียงใหญ่ (A)เสียงกลาง (B)  เสียเล็ก (C)  และดาวรุ่ง (DR)  เพื่อคัดเสียงนกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันพรุ่งนี้ และผู้ที่ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในวันพรุ่งนี้ (26 กันยายน )
สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบคัดเลือกวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก ได้มีนกเขาชวา จากจังหวัดต่างๆ และจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงทั้งมาเลเซียอินโดนีเซียสิงคโปร์ที่ถูกส่งมาเข้าแข่งขันต่างส่งเสียงแข่งขัน ทั้ง 4 ประเภทเสียง ทั้งเสียงใหญ่ (A) เสียงกลาง (B)  เสียเล็ก (C)  และดาวรุ่ง (DR)  มีผู้เลี้ยงนกนำนกมาสมัครร่วมแข่งขันทั้งหมดรวม 1,136ตัว มาจากในพื้นที่ จังหวัดใกล้เคียง และพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ถือว่ามีจำนวนมากกว่าทุกๆปี ซึ่งทางเทศบาลเมืองนราธิวาสได้เตรียมเสารอกนกไว้ 1,500 เสาเท่านั้น 
    
ทั้งนี้มีการเตรียมการที่จะขยายสนามการแข่งขันและเสารอกนกให้เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น และยังเป็นการรักษาประเพณีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงของภาคใต้อีกด้วย 
ขณะเดียวกันรอบๆบริเวณจัดการแข่งขันประชันเสียงนกเขาชวา ชิงด้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ กลุ่มผู้ค้าขายทั้งอุปกรณ์เลี้ยงนก อาหาร ต่างนำสินค้ามาจำหน่ายอย่างคึกคัก ด้านนายสุดีนใบขะหลี พ่อค้าขายอาหารเสริมอุปกรณ์นกจาก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า  มาขายสินค้าที่งานแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระเทพ ฯ ทุกปี มาขายอาหารเสริมสำหรับนก อาหารเสริมทำมาจากกุ้งนาปลาช่อนภูเขาไข่แดงไก่บ้านน้ำผึ้งรวงน้ำมันปลาซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้นกสมบูรณ์มีเสียงที่สดใสหากให้ลูกนกกินก็จะช่วยให้นกมีสุขภาพแข็งแรงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ขยันผลิตไข่ในส่วนวิตามินผง ช่วยให้เปลือกไข่แข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับนกอาหารเสริมชนิดผงอาหารเพื่อเพิ่มน้ำเชื้อ ในการผลิต จำหน่ายขวดละ 100 บาท นอกจากนี้ยังมีกำไลห่วงขานกที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำหาเลี้ยงครอบครัวได้เนื่องจากราคายางตกต่ำแต่เหล่านี้สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กฟผ. เตรียมพร้อมผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

กฟผ. เตรียมพร้อมผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 

กฟผ. เดินหน้าขยายระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า เร่งสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็น
ก๊าซแบบลอยน้ำ หวังสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้ารองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย

    (25 กันยายน 2561) นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาสื่อมวลชน พร้อมทั้งร่วมเป็นวิทยากรในเวทีเสวนาหัวข้อ “ความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าไทย รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และ นายมนัส ตั๊นงาม รองประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมเสวนา และ คุณสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ โรงแรม Pullman Pattaya Hotel G อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีสื่อมวลชนจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี ร่วมงานจำนวนมาก 

นายมนัส ตั๊นงาม รองประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นการพัฒนาตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมที่มีความทันสมัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดที่ตั้งของเมืองใหม่จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ เมืองใหม่ฉะเชิงเทรา เมืองใหม่ระยอง เมืองใหม่พัทยา และเมืองใหม่อู่ตะเภา เพื่อรองรับประชากรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมจำนวน 5 เท่า ในระยะเวลา 10 ปี การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาไปสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน ดังนั้นระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

ด้าน ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้จัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจาก 5 กลุ่มโครงการหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เมืองใหม่และชุมชน และเขตนวัตกรรมและ Digital Park โดยคาดว่าในปี 2579 จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว อยู่ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) จึงกำหนดให้มีโรงไฟฟ้าใหม่จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) 2 แห่ง และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP-cogen) ซึ่งจะมีกำลังการผลิตเพียงพอรองรับการเจริญเติบโตของพื้นที่เศรษฐกิจ และสามารถส่งไฟฟ้ามายังกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงได้อีกด้วย 

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 กำหนดให้มีการส่งเสริมการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง กฟผ. จึงได้พัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 1 – 2 โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าบางปะกงเครื่องที่ 1 – 2 โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบ และการสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวด้วยโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำ (FSRU : Floating Storage and Regasification Unit) ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกจะมีความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าทั้งปัจจุบันและในอนาคตต่อไป ซึ่งจะส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

พิธีปิดการลาดตระเวนร่วม ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 36 (มีคลิป)

พิธีปิดการลาดตระเวนร่วม ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 36
           ณ ลานเอนกประสงค์ เทศบาลตำบลบูเก๊ะตา บ้านบูเก๊ะตา ตำบลโล๊ะจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส พันโท มูฮัมหมัด ราซิดี บิน อับดุลราซีด ผู้บังคับกองพันชายแดนที่ 5 รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย และ พันโทชัยพิพัฒน์ อินทรเทพ รองผู้บังคับชุดควบคุมป้องกันชายแดนของฝั่งไทย ร่วมกันเป็นประธานในพิธีปิดการลาดตระเวนร่วมตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 36 พื้นที่ B (ยะลา – เปรัค) และพื้นที่ C (นราธิวาส – กลันตัน) ที่ได้ทำการลาดตระเวนไปแล้วเมื่อห้วงวันที่ 5 ก.ย.2561 ถึง วันที่ 18 กันยายน 2561 รวมระยะทางทั้งสิ้น 102 กิโลเมตร โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ และกำลังพลจากทั้ง 2 ประเทศ ร่วมในพิธี 
         การลาดตระเวนร่วมตามแนวชายแดนไทย – มาเลเซีย เป็นความร่วมมือทางทหารในระดับภูมิภาค โดยกองพลทหารราบที่ 2 ของประเทศมาเลเซีย และกองพลน้อยตำรวจหน่วยปฏิบัติการทั่วไปภาคเหนือ ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย และฝ่ายไทย โดยกองพลทหารราบที่ 5 / กองกำลังเทพสตรี เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกำลังเข้าร่วม และมีสำนักคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคเป็นผู้ประสานงาน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานร่วมกันของกองทัพบกไทยและกองทัพบกมาเลเซีย ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ที่ทั้งสองประเทศได้มีความร่วมมือกันในอันที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ และพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศ ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนต่อไป 
         ประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย มีแนวพรมแดนติดต่อกันยาวประมาณ 647 กิโลเมตร ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับท้องถิ่นประชาชนที่อยู่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศมีความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตทั้งในลักษณะของเครือญาติ ศาสนา วัฒนธรรม มีการเดินทางไปมาหาสู่กัน ตามช่องทาง/ท่าข่าม ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่เป็นประจำ จึงเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายได้แสวงประโยชน์จากสภาวะการณ์ดังกล่าวในการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบนำบุคคลต่างด้าวสัญชาติต่างๆ เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การลักลอบขนสินค้าหลบหนีภาษี การค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงตามชายแดนของทั้งสองประเทศตามมา ซึ่งการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น จำเป็นที่ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิด  
        ด้าน พันโทชัยพิพัฒน์ อินทรเทพ รองผู้บังคับชุดควบคุมป้องกันชายแดนของฝั่งไทย กล่าวว่า หลักๆแล้วก็ได้ทำงานร่วมกันไทย-มาเลเพราะว่าเป็นภารกิจอยู่แล้วซึ่งเราได้ทำภารกิจทำหมด 14 วัน ทั้งฝั่งไทยและฝั่งมาเลเซียก็ทำงานเข้ากันได้ดีเพราะจริงๆแล้วก็มีความเป็นพี่น้องกันอยู่แล้วการพบปะของกำลังพลฝั่งไทยที่นี้เขาก็พูดภาษามาเลได้ทำให้เกิดความเข้าใจกันและเดินไปด้วยกันได้อย่างไม่มีปัญหา

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
********วีดีโอ แนะนำ*********** -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาค่ายจุฬาภรณ์ ครบรอบปีที่ 35

ค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาค่ายจุฬาภรณ์ ครบรอบปีที่ 35


พระครูพิพัฒนบุญเขต เจ้าคณะอำเภอเมืองนราธิวาส/เจ้าอาวาสวัดเขานาคา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นาวาเอก ดร.นิรัตน์ ทากุดเรือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาค่ายจุฬาภรณ์ ครบรอบปีที่ 35 ที่บริเวณหน้ากองบังคับการ กรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีพระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสทนายสมพล โพธิ์กิ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนราธิวาส พลตำรวจตรี มนัส ศิกษมัต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนทั้งในพื้นที่ และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

โดยในพิธี พระครูพิพัฒนบุญเขต พร้อมด้วยพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงาน กำลังพล และครอบครัว  และอุทิศส่วนกุศลให้กับอดีตกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีพิธีบวงสรวงท้าวเวสสุวรรณ พิธีบวงสรวงพระภูมิ พิธีบวงสรวงเจ้าที่กลางแจ้ง พิธีถวายสักการะบูชา พระพุทธบารมีไพศาลบริบาลประชา พระพุทธราชนาวีศรีจุฬาภรณ์ และพิธีบวงสรวงบูรพมหากษัตริย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พิธีถวายสักการะ พลเรือเอก พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพิธีทางศาสนาอิสลาม ตามลำดับ

สำหรับประวัติกรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ขณะทรงพระอิสริยยศ เรือตรีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการฝึกยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือ ที่หาดบ้านทอน ในการฝึก “ทักษิณ 12” เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2512 ทั้งสองพระองค์ทรงประทับที่ยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก LVTหมายเลข 101 เพื่อทอดพระเนตรการยึดหัวหาดของหน่วยนาวิกโยธิน หรือ กำลังรบยกพลขึ้นบก และทรงมีพระราชดำรัสว่า “ทหารนาวิกโยธิน ควรจะมาอยู่ที่นี่”

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ขณะทรงพระอิสริยยศ เรือเอกหญิง ทรงกระทำพิธีเปิด “ค่ายจุฬาภรณ์” ที่กรมทหารราบที่ 3 กรมนาวิกโยธิน บ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส

นับตั้งแต่นั้นมา “ค่ายจุฬาภรณ์” ก็เป็นมิ่งขวัญของทหารนาวิกโยธิน และชาวจังหวัดนราธิวาสทุกคนมาจนถึงปัจจุบัน



ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561

กระทรวงศึกษาธิการ พลิกโฉมและยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยี Google for Education จับมือ Google อบรมครูนราธิวาส

กระทรวงศึกษาธิการ พลิกโฉมและยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยี Google for Education จับมือ Google อบรมครูนราธิวาส

กระทรวงศึกษาธิการ โดยศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับบริษัท กูเกิ้ล (ประเทศไทย) จำกัด ยกระดับการศึกษาไทยและเตรียมความพร้อมบุคลากรทางการศึกษา  ในศตวรรษที่ 21  สร้างเสริมบทบาทของผู้บริหาร และบทบาทของครูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  พัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้วยการนำเทคโนโลยีทางการศึกษา และคอมพิวเตอร์มาใช้ให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างบูรณาการ กำหนดอบรมทั้งสิ้น จำนวน 7 รุ่น  ซึ่งครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 2 จัดระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 2561 จัดพร้อมกัน 4 จังหวัด  (ยะลา,ปัตตานี,นราธิวาส และสงขลา) 
จังหวัดนราธิวาสได้กำหนดจัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร "Google For Education" ณ ห้องประชุมวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายดนัย เส้งสีแดง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3  กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานการศึกษาเอกชน  รวมทั้งสิ้น 200 คน 
 ได้รับความร่วมมือ วิทยากร จากบริษัท กูเกิ้ล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท   เอ็ดดูเทค (ประเทศไทย) จำกัด  สนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ครู และนักเรียน ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะ และกระบวนการเรียนรู้การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

นับเป็นความมุ่งหวังของศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องการให้ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน  ทั้งจากสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานการศึกษาเอกชน ได้มาร่วมพัฒนาวิชาชีพครู  สร้างแนวคิดและแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชั้นเรียนจริงของคุณครูทุกท่านได้ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อมาสนับสนุนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การใช้อินเตอร์เน็ต แอปพลิเคชันต่างๆ เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้สอนมีการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง                    ภาพ/ข่าว ซาการียา  ดอเลาะ จ.นราธิวาส
**************VDO แนะนำ***********

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กฟผ. – ชุมพร รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟูป่าชายเลนอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ระยะที่ 2

กฟผ. – ชุมพร รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟูป่าชายเลนอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ระยะที่ 2

กฟผ. ร่วมกับจังหวัดชุมพร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ (สวพ.FM91) และบล็อกเกอร์ รวมพลังจิตอาสาทุกภาคส่วน    ทำความดีเพื่อสังคม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลูกป่าชายเลนฟื้นฟูพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ระยะที่ 2 จำนวน 50 ไร่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

   (23 กันยายน 2561) นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ร่วมกับจังหวัดชุมพร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ (สวพ.FM91) และบล็อกเกอร์ รวมพลังจิตอาสาจากทุกภาคส่วน ทำกิจกรรม “เราทำความดีด้วยหัวใจ ปลูกป่าชายเลน เทิดไท้องค์ราชัน” ระยะที่ 2 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว                มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทำความดีของ กฟผ. ที่น้อมนำแนวพระราชปณิธาน                 จิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยร่วมกันปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ณ ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร เพิ่มอีกจำนวน 50 ไร่ ต่อเนื่องจากกิจกรรมปลูกป่าชายเลนระยะที่ 1 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากจังหวัดชุมพร หน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ และจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน และได้ดำเนินการปลูกป่าจนครบ จำนวน 50 ไร่แรกแล้วในเดือนกรกฎาคม 2561 หลังจากนี้ กฟผ. จะรณรงค์เชิญชวนภาคีเครือข่ายต่าง ๆ มาร่วมปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง ตลอดเดือนกันยายน – ตุลาคม 2561 เพื่อปลูกป่าให้ครบจำนวน 100 ไร่ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย กล่าวว่า กฟผ. มุ่งมั่นดำเนินโครงการปลูกป่าอย่างยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2537 และ                      ดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยใช้หลักการปลูกป่าตามผลการศึกษาทางวิชาการ คือ ปลูก 1 ปี และบำรุงรักษาป่าที่ปลูกต่อเนื่อง 2 ปี สำหรับในพื้นที่จังหวัดชุมพร กฟผ. ได้ดำเนินการปลูกป่ามาแล้วเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 12,065 ไร่ แบ่งเป็น ป่าบก 10,165 ไร่ และป่าชายเลน 1,900 ไร่ ซึ่งการปลูกป่าชายเลนนอกจากจะช่วยฟื้นฟูสภาพผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยสร้างความสมดุลของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างรายได้ให้กับชาวประมงในพื้นที่ รวมทั้งการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ จ.ชุมพร รวมจำนวน 100 ไร่นี้ เป็นการปลูกต้นโกงกางทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บ CO2 ได้ประมาณ 275 ตันต่อปี 

“การปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ จ.ชุมพร เป็นหนึ่งในแผนคืนความสมบูรณ์ให้กับป่าชายเลนภาคใต้ประจำปี 2561 ของ กฟผ. โดยได้ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ป่าชายเลนในพื้นที่ จ.ปัตตานี รวมทั้งปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และ               จ.นราธิวาส ทั้งนี้ กฟผ. มีหลักในการเลือกพื้นที่ปลูกป่าโดยต้องเป็นความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของผืนป่า และเต็มใจที่จะช่วยดูแลรักษาป่าให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย กล่าวในที่สุด
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

หลายหน่วยงาน ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย76 ปี ชาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ หลังถูกลูกสั่งรื้อบ้าน

หลายหน่วยงาน ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคุณยายวัย76 ปี ชาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ หลังถูกลูกสั่งรื้อบ้านที่อาศัยอยู่มานานกว่า40ปี พบบ้านที่ถูกรื้อ อยู่นอกเอกสารสิทธิ์ที่ลูกสาวอ้างเป็นผู้ครอบครอง    ด้านปลัดอำเภอเตรียมประสานที่ดินชี้แนวเขต

 จากกรณีที่ นางมิหย้า   ขนานใต้    อายุ 76  ปี   อยู่บ้านเลขที่ 123 ม.4  บ้านท่าประดู่   ต.ห้วยน้ำขาว  อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ได้ เข้าร้องขอความช่วยเหลือ จากนาย ชาตรี  หลีเหล็ก    ผู้ใหญ่บ้าน  ม.4  ต.ห้วยน้ำขาว    หลังถูกลูกสาว แท้ ๆ  รื้อบ้านที่ อาศัยอยู่มานานกว่า 40 ปี   เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่  ทำให้ต้องไปอาศัยบ้านญาติชั่วคราว   เบื้องต้นทราบว่าบ้านที่ถูกรื้ออยู่นอกเขตเอกสารสิทธิ์ นส.3 ที่มีการขายให้กับคนอื่นไปแล้ว   โดยทางผญบ.ได้แนะนำให้นางมิหย้าเข้าแจ้งความไว้ที่สภ.คลองท่อม ขอข้อหาบุกรุกทำลายทรัพย์ และลักทรัพย์  เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21  ก.ย.ที่ผ่านมา         
===========VDO แนะนำ===============  ความคืบหน้าวันที่ 24  ก.ย.61   นายจักร   เพชรมณี   ปลัดอำเภอคลองท่อม  จ.กระบี่    นายชาร์  บวรธนกุศล  ปลัด ประจำตำบลห้วยน้ำขาว ฝ่ายอำนวยความเป็นธรรม  นายวินัย   ผิวดำ   กำนันตำบลห้วยน้ำขาว   นายวิเวก  ผิดดำ นายกอบต. ห้วยน้ำขาว    นายชาตรี  หลีเหล็ก   ผู้ใหญ่บ้าน  และกลุ่มเลี้ยงหอยแมลงภู่9101 ต.ห้วยน้ำขาว    ได้เข้าเยี่ยมนางมิหย้า   ขนานใต้   ที่บ้านพักชั่วคราว  หน้าที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.ห้วยน้ำขาว   เพื่อสอบถามความเดือดร้อน  และหาแนวทางช่วยเหลือในด้านต่างๆ    พร้อมมอบข้าวสารอาหารแห้ง  และเงินช่วยเหลือ จำนวนหนึ่ง   ให้กับนางมิหย้า  เพื่อใช้จ่ายสิ่งของจำเป็นใน ครัวเรือน   ซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า  ที่ดินที่นางมิหย้าปลูกบ้าน  อาศัยก่อนที่จะถูกรื้อนั้น เป็นที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ไม่สามรถออกเอกสารสิทธิ์ได้ และขณะที่มีการรื้อทำลายบ้าน นั้นทางผู้ใหญ่บ้านก็ได้ห้ามปรามแล้ว ทางลูกสาวของนางมิหย้า อ้างว่า  ที่ผ่านมาชนะคดี แล้ว สามารถรื้อได้ตามกฎหมาย
 นายจักร  กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้  ได้รับมอบหมายจากนายไพศาล  ศรีเทพ นายอำเภอคลองท่อม ให้เข้าไปดูแล สอบถามปัญหาที่เกิดขึ้น  และหาแนวทางช่วยเหลือ  ในเบื้องต้นทางอำเภอ  กำนัน  และนายกอบต. ก็ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวนหนึ่ง  พร้อมข้าวสารอาหารแห้ง  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ส่วนที่อยู่อาศัยทางผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ได้ซ่อมแซม บ้านเก่าแก่ ให้อยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว   ส่วนในเรื่องกรณีที่ดินมีการพิพาท นั้นหลังจากนี้ก็จะได้รวบรวมเอกสารหลักฐาน  เพื่อเสนอให้ที่เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอคลองท่อม เข้าไปรังวัดแนวเขต เอกสารสิทธิ์ นส.3  ที่ลูกสาวนางมิหย้ากล่าวอ้างนั้น  ครอบคุลมไปถึงบ้านของนางมิหย้าด้วยหรือไม่ เพื่อความชัดเจน...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มอบถ้วยรางวัลแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทาน

องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มอบถ้วยรางวัลแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทาน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในงานการแข่งขันเรือกอและ เรือยอกอง และเรือคชสีห์นานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พลับพลาหาดนราทัศน์ อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งการแข่งขันเรือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมงานของดีเมืองนรา ครั้งที่ 43 ประจำปี 2561 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน มาประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เป็นประจำทุกปี เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ แก้ไขปัญหานานัปการ ยังความสงบสุขร่มเย็นแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วหน้า 
ในโอกาสนี้องคมนตรีได้ร่วมชมริ้วขบวนแห่เรือบุปผชาติ จำนวน 7 ลำ ซึ่งเรือแต่ละลำได้ตกแต่งริ้วขบวนเรือด้วยความสวยงามตระการตา ในรูปแบบของการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการน้อมนำสานต่อ ศาสตร์พระราชา ภายใต้ร่มพระบารมี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อให้ทุกภาคส่วนและประชาชนได้นำไปใช้ประโยชน์ ในการสานต่อและต่อยอดแนวพระราชดำริฯ 

 สำหรับปีนี้มีทีมเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 52 ทีม แยกเป็นเรือกอและ 18 ทีม เรือยอกอง 16 ทีม และเรือคชสีห์ 18 ทีม ซึ่งมีทีมเรือจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย 
ส่วนบรรยากาศการแข่งขันเรือกอและ เรือยอกอง และเรือคชสีห์นานาชาติชิงถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2561 ในรอบชิงชนะเลิศนี้มีประชาชนจากพื้นที่อำเภอต่างๆของ จ.นราธิวาส และอำเภอใกล้เคียง ของ จ.ปัตตานี ได้เดินทางมาร่วมชมและเชียร์ฝีพายทีมของตนเองและทีมที่ตนชื่นชอบกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นการร่วมสืบสานประเพณีการแข่งเรือของประชาชนใ 
พื้นที่ที่มีมาเป็นเวลาอันยาวนาน ส่วนการแข่งขันเรือประเภทต่างๆในรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ประเภทเรือกอและทีมเรือชนะเลิศ ได้แก่ เรือฉลามเสือ จากค่ายจุฬาภรณ์ รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีมเรือสันติวารี ทีมเรือยอกอง ชนะเลิศได้แก่ เรือเทศบาลเมืองตากใบ ทีม A รองชนะเลิศอันดับ1 คือ ทีมเรือเทศบาลเมืองตากใบ ทีม B และทีมเรือคชสีห์นานาชาติ ชนะเลิศได้แก่ ทีมเรือฉลามเสือ จากค่ายจุฬาภรณ์ รองชนะเลิศอันดับ1 คือ ทีมเรือนครศรีธรรมราช            
ภาพ/ข่าว ซาการียา  ดอเลาะ จ.นราธิวาส
==============VDO แนะนำ=============

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กระบี่จัดยิ่งใหญ่ “ซันดาวน์ มาราธอน” ครั้งแรกของเอเชีย นักวิ่งไทย-ต่างชาติ ร่วม 4,000 ชีวิต สุดคึกคัก(มีคลิป)

กระบี่จัดยิ่งใหญ่ “ซันดาวน์ มาราธอน” ครั้งแรกของเอเชีย นักวิ่งไทย-ต่างชาติ ร่วม 4,000 ชีวิต สุดคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่บริเวณถนนเลียบหน้าหาดอ่าวนาง-หาดนพรัตน์ธารา ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ว่าที่ ร.ต.อภินันท์ เผือกผ่อง รอง ผวจ.กระบี่ เป็นประธานปล่อยตัวนักวิ่งจากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมการแข่งขัน “ซันดาวน์ มาราธอน กระบี่ 2018” ซึ่ง จ.กระบี่ จัดแข่งขันวิ่งดังกล่าวเป็นครั้งแรกในเอเชีย มีนักวิ่งจากทั่วประเทศ รวมทั้งนักวิ่งชาวต่างชาติ เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 4,000 คน โดยการแข่งขันวิ่งมาราธอนดังกล่าว แตกต่างจากการแข่งขันวิ่งมาราธอนโดยทั่วไปคือ นักวิ่งต้องลงแข่งขันกันในช่วงเวลากลางคืน ทำให้บรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดานักวิ่งต่างสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส บางคนก็จะนำสีมาทาหน้าตาสร้างสีสันให้กับงาน เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างจะแปลกกว่าทุกๆ การแข่งขันที่ผ่านมา

การแข่งขันครั้งนี้ ทางผู้จัดคือท่องเที่ยวและกีฬา จ.กระบี่ กับหอการค้า จ.กระบี่ จัดการแข่งขันแยกเป็น 2 ประเภท คือวิ่งระยะทาง 21 กิโลเมตร และระยะทาง 12 กิโลเมตร โดยกำหนดเส้นทางจุดสตาร์ตจากบริเวณหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี วิ่งไปตามเส้นทางสาย “โรแมนติกโรด” ท่ามกลางแสงจันทร์ และแสงไฟต่างๆ โดยเส้นทางจะวนรอบอ่าวนาง แล้วมาจบที่จุดสตาร์ตอีกครั้งในเวลา 01.40 น. โดยหลังจากการแข่งขันจบ ผู้เข้าแข่งขันก็จะร่วมรับประทานอาหาร และร่วมกิจกรรมบันเทิงที่ทางจังหวัดจัดขึ้น โดยทางจังหวัดคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าว จะเป็นกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว และจะจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
======VDO แนะนำ+++++== -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

เทศบาลเมืองนราธิวาส จัดซ้อมใหญ่การประชันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทาน

เทศบาลเมืองนราธิวาส จัดซ้อมใหญ่การประชันนกเขาชวาเสียงชิงถ้วยพระราชทาน
            ณ สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียง สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษาเทศบาลเมือง อ.เมือง จ.นราธิวาส ได้จัดพิธีซ้อมใหญ่การประชันเสียงนกเขาชวาเสียงก่อนที่จะลงสนามจริงในวันที่ 25-26 กันยายน 2561 ในงานประชันเสียงนกเขาชวา ชิงถ้วยพระราชทาน ฯ ในงานของดีเมืองนรา ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 -26 กันยายน 2561 วันนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีพี่น้องชาวชวาวงศ์นำนกมาร่วมซ้อมใหญ่ก่อนวันชิงเป็นจำนวนมาก โดยทางเทศบาล ได้จัดรางวัลบัตรเสารอกเป็นกำลังใจให้ผู้นำนกมาโยงด้วย 36 รางวัล ส่วนด้านการจัดเตรียมสถานที่ในบริเวณงาน  
นายชุมสาย เทพลิบ รองนายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส กล่าวว่า ณ ขณะนี้ การดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่ง ในวันแข่งขันจริงระหว่างวันที่ 25 - 26 กันยายนนี้ พี่น้องขาวขวาวงศ์ ที่จะร่วมงานสามารถเข้าสู่สนามนกเขาได้เพียงเส้นทาง เดียว คือ ถนนชาญอุทิศ (ทางเข้าสถานีวิทยุ 912) โดยประตูสนามจะเปิดตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งการแข่งขันนกเขาชวาในครั้งนี้แบ่งออกเป็น เสียงใหญ่ เสียงกลาง เสียงเล็ก และเสียงเบบี้ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานต่อหน้าสมเด็จพระเทพฯซึ่งมีนกเขาชวาเสียงชื่อดังเดินทางมาจากทั่วสารทิศทั้งในและต่างประเทศ.                                  

ภาพ/ข่าว ซาการียา  ดอเลาะ  จ.นราธิวาส 
==================OTOP นวัตวิถี================== -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

สนง.เกษตรนราธิวาส เปิดงาน “ตลาดนัดสินค้าเกษตรชายแดนใต้”

สำนักงานเกษตรนราธิวาส เปิดงาน “ตลาดนัดสินค้าเกษตรชายแดนใต้” จัดแข่งขันขูดมะพร้าว โชว์ชักชา สร้างความสนุกสนาน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มแก่ผู้ร่วมงาน

           ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ศูนย์ราชการ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธารเปิดตลาดสินค้าการเกษตรชายแดนใต้ ครั้งที่ 2 ปี 2561 โดยมีนายยะห์ยา ปะนาฆอ นายอำเภอเมืองนราธิวาส นายสมศักดิ์ นามตาปี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส พ่อค้า แม่ค้า ประชาชน และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมงานอย่างคึกคัก

           นางรัตนา ถิระโชติ เกษตรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ได้ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและองค์กรเกษตรให้มีความรู้ความสามารถพัฒนาตนเองและชุมชนให้มีความเข้มแข็งทั้งในด้านสังคมและด้านเศรษฐกิจโดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินงานจึงทำให้มีสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและสามารถดำเนินกิจกรรมเชิงธุรกิจได้ดีประกอบด้วยเกษตรกรต้นแบบสมาร์ทฟาร์มกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร Smart Group และมีสินค้าที่มีคุณภาพ Smart Product จึงทำให้มีตลาดนัด 

ในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ผลงานของกลุ่มโดยการแสดงผลงานและจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ 5 การเกษตรตลอดจนได้มีโอกาสในการเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายด้านการผลิตด้านการเกษตร ตลาดนัดสินค้าเกษตรชายแดนใต้ จัดให้มีกิจกรรมการแสดงและจำหน่ายสินค้าการเกษตรสถาบันเกษตรกรจากทุกอำเภอจำนวนที่ 3 อำเภอกว่า 40 ล้านคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและมีเงินสะพัดขึ้นในจังหวัดนราธิวาสประมาณ 7 แสนบาท และจัดให้มีการแข่งขันกิจกรรมหลากหลายมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและดนตรีตลอดจนถึงแสงสีเสียง เบอร์ดที่จัดงานระหว่างวันที่ 19-21 กันยายน 2561นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งทำการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ได้นำสินค้าของตนเองมาแสดง จำหน่ายเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายด้านการตลาดและด้านการผลิตนั้น ขอฝากการเจ้าหน้าที่และส่งเสริมการเกษตรและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนกรมส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาทรัพยากรด้านต่างๆขององค์กรไม่ว่าการด้านการทรัพยากรมนุษย์วัตถุอุปกรณ์เงินทุนข้อมูลและความรู้ตลอดจนด้านเวลาที่มีค่าโดยต้องมีการเรียนรู้ ความรู้ และเกิดทักษะเพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองพัฒนาองค์กรและพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองและมีความมั่นคงในอาชีพมั่งคั่งของรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป
         
      โดยภายในงานได้จัดให้มีการแข่งขันขูดมะพร้าวจากตัวแทนของอำเภอต่างๆทั้ง 13 อำเภอ ซึ่งสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้กับผู้เข้าร่วมงานในครั้งด้วย โดยมีตัวแทนจากอำเภอสุไหงปาดี จ.นราธิวาส ได้คว้ารางวัลชนะเลิศ ส่วนรองชนะเลิศได้แก่ อ.ยี่งอ และ อ.เมืองนราธิวาส ได้รับรางวัลที่ 3 ไป

                และนอกจากนั้นแล้วภายในงานยังมีการโชว์ลีลาความสามารถในการชักชาจากประชาชนในพื้นที่ อ.ระแงะ ด้วยการใช้ลีลาความสามารถกับประสบการณ์ชักชามานานกว่า 10 ปี ซึ่งสร้างความแปลกใจแก่ผู้ชมได้ไม่น้อย.


ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

รวบวิศวะ ม ดัง ตระเวนขโมยแบตสำรองไฟเสาส่งสัญญาณมือถือวันเดียว 28 ลูก

รวบวิศวะ ม ดัง ตระเวนขโมยแบตสำรองไฟเสาส่งสัญญาณมือถือวันเดียว 28 ลูก

ตำรวจตามรวมทันควันสองโจร ตระเวนขโมยแบตเตอรี่สำรองไฟเสาส่งสัญญาณมือถือในเขต 4 อำเภอ ได้ไป 28 ลูก สารภาพจบ ม .วิศวะ สาขาโทรคมนาคม จากม.ดังโคราช รู้ว่ามีแบตฯจึงชวนเพื่อนตระเวนขโมยหาเงินเที่ยวเตร่
วันที่ 22 ก.ย. พ.ต.อ สมชัย โสภณปัญญาภรณ์ ผกก.สภ.เฉลิมพระเกียรติ บุรีรัมย์ ร่วมกับตำรวจ ภาค 3 ,ตำรวจชุดสืบสวน สภ.นางรอง ได้ร่วมกันเร่งติดตามคนร้ายที่เข้าไป ขโมยทรัพย์สินภายในเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือในเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ
หลังจากได้รับแจ้งจากผู้จัดการบริษัท AWN สาขาจังหวัดสุรินทร์ ว่าพบรถต้องสงสัยขโมยทรัพย์สินของบริษัทที่ติดตั้งในเสาเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ จุดแยกเขาพนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ และกำลังขับมุ่งหน้าไป อ.นางรอง
จากนั้นตำรวจได้ตั้งจุดสกัด แต่รถต้องสงสัย เป็นรถยนต์กระบะมาสด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน 3717 นครราชสีมา ติดตั้งหลังคาแครี่บอย ได้ขับรถฝ่าด่านตรวจหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงไล่ติดตามจนกระทั่งสามารถจับกุมได้ที่บริเวณหน้าโรงเรียนนางรองพิทยาคม ถนนสาย 24 เส้นโชคชัย-เดชอุดม
ได้เข้าจับกุมนายวัชรินทร์ คลังทรัพย์ อายุ 30 ปี คนขับรถและนายอภิชัย หลั่งทองหลาง อายุ 23 ปี ทั้งสองเป็นชาวอำเภอสูงเนิน นครราชสีมา ตรวจสอบพบแบตเตอรี่สำรองไฟเสาส่งสัญญาณมือถือ ด้านหลังกระบะจำนวน 28 ลูกพร้อมกรรไกร ตัดเหล็ก ชะแลงอุปกรณ์งัดแงะอีกจำนวนหนึ่ง
จากการสอบถามนายวัชรินทร์ ให้การว่าตนเองจบวิศวะกร สาขาโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา และรู้กลไกของเสาเครือข่ายส่งสัญญาณมือถือเป็นอย่างดี ว่าในนั้นมีแบตเตอรี่สำรองไฟอยู่ด้วยหลายลูกแต่ละเสา
จึงได้ชักชวนนายอภิชัย ขับรถตระเวน ลักแบตเตอรี่สำรองไฟเสาส่งสัญญานมือถือในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ นครราชสีมา โดยวันนี้ได้เข้าไปลักในเขตอำเภอชำนิ ลำปลายมาศ นางรอง หนองกี่ เฉลิมพระเกียรติ โดยแบตเตอรี่สำรองที่ขโมยมาได้จะนำไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่าในเขตพื้นที่ต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา โดยจะขายลูกล่ะ500-600 บาท โดยเงินที่ได้จะนำมาเที่ยวเตร่
ด้านนายชยพร ยาทิพย์ ผจก.ฝ่ายวิศวะกรรม บริษัท AWN สาขาจังหวัดสุรินทร์ เล่าว่าตนเองได้รับแจ้งสัญญาณเตือนการบุกรุกสถานีข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือสถานีแยกเขาพนมรุ้ง ริมถนนสาย24 อ.เฉลิมพระเกียรติ บุรีรัมย์
จึงรีบเดินทางมาตรวจสอบจนพบรถยนต์ดังกล่าวขับออกไปจากสถานีส่งสัญญาณไปอย่างรวดเร็ว ตนเองจึงขับรถตามพร้อมทั้งแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ จนพบแบตเตอรี่สำรองไฟอยู่หลังรถกระบะคันดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ (แบตเตอรี่สำรองไฟเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ)โดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือเพื่อให้พ้นจากการถูกจับกุม

ภาพ/ข่าว  ธีรยุทธ์ ชำนาญกอง  /  วันชัย ผิวอร่าม  จังหวัดบุรีรัมย์
-----------------------------------------------

องคมนตรีมอบสิ่งของพระราชทานแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดสตูลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

องคมนตรีมอบสิ่งของพระราชทานแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดสตูลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
       
21ก.ย.61ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่เกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหลายวันในพื้นที่จังหวัดสตูลทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชน ทำให้ได้รับความเดือดร้อน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอกไพบูลย์  คุ้มฉายา  องคมนตรี  เป็นผู้แทนพระองค์เชิญสิ่งของพระราชทานมอบให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสตูล จำนวน 1,200 ชุด ณ หอประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล ต.เกตรี  อ.เมือง จ.สตูล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายภัทรพนธ์  รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล  พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนให้การต้อนรับ 
          ในการนี้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี  ได้กล่าวกับราษฎรว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงห่วงใย พสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่  จึงได้พระราชทานสิ่งของเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย  สร้างความปลื้มปิติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรเป็นล้นพ้น   ทั้งนี้ องคมนตรี  ได้รับฟังบรรยายสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสตูล ที่ห้องประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล โดยมีนายภัทรพนธ์  รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล  นางสาวสุนารี บุญชุบ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสตูล พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 / รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 5 พร้อมด้วยส่วนราชการ เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ให้รับทราบข้อมูลด้วย
         
 สำหรับจังหวัดสตูลได้เกิดสถานการณ์อุทกภัยจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน  2561 ที่ผ่านมา  ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ 4 อำเภอ 19 ตำบล 113 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 3,728 ครัวเรือน 12,838 คน  โดยอำเภอควนกาหลง ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 3 ตำบล 17 หมู่บ้าน 78 ครัวเรือน 305 คน อำเภอละงู ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 5 ตำบล 40 หมู่บ้าน 598 ครัวเรือน 1,841 คน อำเภอเมืองสตูล ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน 598 ครัวเรือน 1,841 คน และอำเภอควนโดน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 4 ตำบล 20 หมู่บ้าน 1,012 ครัวเรือน 4,715 คน ซึ่งทางจังหวัดสตูลโดยหน่วยงานราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ อาสาสมัครต่างๆและองค์กรเอกชน ได้ระดมสรรพกำลังเข้าร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับความเดือดร้อน
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

กฟผ. เตรียมจัดแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2561

กฟผ. เตรียมจัดแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน ประจำปี 2561 ปั้นนักยกลูกเหล็กดาวรุ่งเสริมทัพทีมชาติไทย  

 จังหวัดราชบุรี ร่วมกับ กฟผ. และสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ เตรียมจัดแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน ระหว่างวันที่ 10 – 15 ตุลาคมนี้ โดยมีนักกีฬาต่างชาติร่วมชิงชัยกว่า 4 ประเทศ เตรียมปั้นนักยกลูกเหล็กดาวรุ่งเสริมทัพทีมชาติไทยต่อไป   

วันนี้ (21 กันยายน 2561) จังหวัดราชบุรี ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย แถลงข่าวจัดการแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 โดยมีนายวีรัส ประเศรษโฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. และนางบุษบา ยอดบางเตย นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมชั้น 24 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย   

นายวีรัส ประเศรษโฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า จังหวัดราชบุรี ได้ร่วมกับ กฟผ. และ สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ จัดการแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ 2 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 15 ตุลาคม 2561 ณ โรงยิมเนเซียมจังหวัดราชบุรี ซึ่งจังหวัดได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับและรองรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ทั้งที่พัก อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมพิเศษต่างๆ นับเป็นงานสำคัญที่ช่วยดึงดูดและกระตุ้นให้คนไทยได้ร่วมเชียร์กีฬายกน้ำหนักและสนใจมาท่องเที่ยวกันมากขึ้น   

ด้านนายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ขอแสดงความยินดีกับสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ที่ทำผลงานตามเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากรายการแข่งขันระดับโลก อาทิ การแข่งขันยกน้ำหนักเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งโลกปี 2561 ณ ประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งนักกีฬายกน้ำหนักเยาวชนทีมชาติไทยได้สร้างผลงานคว้า 6 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ “จาการ์ตา-ปาเล็มบัง 2018” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทยสามารถทำผลงานได้ 1 เหรียญเงิน 6 เหรียญทองแดง สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้กฟผ. เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของนักกีฬา และพร้อมให้การสนับสนุนสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ มาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนักกีฬายกน้ำหนักให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยการแข่งขันครั้งนี้นับเป็นอีกเวทีที่เปิดโอกาสให้นักกีฬายกน้ำหนักดาวรุ่งจากสโมสรต่างๆ ได้แสดงความสามารถ และเป็นอีกช่องทางในการเฟ้นหานักกีฬาหน้าใหม่มาเสริมทีมชาติไทย เพื่อไปคว้าชัยโอลิมปิกในโตเกียวเกมส์ 2020 ต่อไป   

ด้านนางบุษบา ยอดบางเตย นายกสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ กล่าวว่า การแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลแก่สมาคม ซึ่งเวทีนี้จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักยกน้ำหนัก เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเป็นทีมชาติไทย พร้อมขอขอบคุณจังหวัดราชบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และประชาชนชาวราชบุรีที่ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพ รวมถึง กฟผ. ผู้ให้การสนับสนุนหลักของสมาคมฯ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้กับเยาวชน ตลอดจนพัฒนากีฬายกน้ำหนักของไทยให้สร้างชื่อเสียงและสร้างความสุขให้กับพี่น้องชาวไทย 

สำหรับ การแข่งขัน EGAT ยกน้ำหนักเยาวชนนานาชาติ จะมีพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 10 ตุลาคม 2561 และปิดการแข่งขันวันที่ 15 ตุลาคม 2561 โดยได้รับเกียรติจากนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน ซึ่งการแข่งขันแบ่งออกเป็นประเภทเยาวชนชาย 8 รุ่น และประเภทเยาวชนหญิง 8 รุ่น ที่มีอายุระหว่าง 15 – 20 ปี ทั้งนี้ จังหวัดราชบุรี กฟผ. และสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ขอเชิญชวนชาวไทยทุกคน ติดตามการแข่งขันและส่งแรงใจเชียร์นักยกน้ำหนักเยาวชนทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 4 ประเทศ ผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้นักกีฬายกน้ำหนักทุกคน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นราธิวาส แถลงข่าว เปิดตัวแอพพลิเคชัน Nara Plus เพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจการแข่งขัน 4.0

จังหวัดนราธิวาส แถลงข่าว เปิดตัวแอพพลิเคชัน Nara Plus  เพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจการแข่งขัน 4.0 นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง มาใช้ในกระบวนการผลิตเสริมศักยภาพการแข่งขัน           

ณ ห้องประชุมนราทัศน์ฮอล โรงแรมอิมพีเรี่ยล อ.เมืองนราธิวาส นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานการแถลงข่าวการเปิดตัว NARA - PLAS Application ภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจการแข่งขัน 4.0 กิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการ จำนวน 50 ราย ครั้งแรกในจังหวัดนราธิวาส โดนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs OTOP และวิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส ยังมีจุดอ่อนและปัญหาอุปสรรคหลายประการที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างน้อย ได้แก่ด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ล่าสมัย ขาดเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจในระดับจังหวัดอ่อนแอ ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs OTOP และวิสาหกิจชุมชนเหล่านั้น ควรได้รับการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย การยกระดับการผลิตสินค้าเข้าสู่ระบบมาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างนวัตกรรมให้กับธุรกิจ เพื่อผู้ประกอบการได้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสู่การพัฒนาที่เรียกว่า “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”   
             นางสาวณัฐชไม เสน่หา พาณิชย์จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจการแข่งขัน 4.0 กิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งแอปพลิเคชัน Nara Plus จะมีส่วนช่วยพัฒนาผู้ประกอบให้มีศักยภาพ ความสามารถก้าวทัน Thailand 4.0 ทำให้มีรายได้ สร้างอาชีพ สร้างตลาด อีกทั้งได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงสินค้าทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายรัฐบาลที่มอบให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ มุ่งสู่การพัฒนาที่เรียกว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” มีผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบทันสมัย สวยงามมีมาตรฐาน ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงผู้ขายโดยตรง มีราคาที่ไม่สูง ไม่ผ่านคนกลางและสามารถเลือกสินค้าได้มากและตรงตามที่ผู้ซื้อต้องการตรงจุดมากขึ้น เป็นช่องทางการซื้อขายทางออนไลน์ที่สะดวก สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา สะดวกและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม 
              ทั้งนี้ Nara Plus จะเป็นแอปพลิเคชัน เดียวของจังหวัดนราธิวาส ที่รวมการซื้อ-ขาย สินค้าคุณภาพ สินค้าเด่น สถานที่ท่องเที่ยว การบริการอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งผลการดำเนินงาน ในปีนี้ (2561) ได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อม จำนวน 50 ราย ส่วนในปีต่อไปจะมีการต่อยอดให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยสามารถรองรับการบริหารจัดการ 5 หมวดสินค้าในแอพพลีเคชั่นเดียว เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการข้อมูลและการประชาสัมพันธ์ ดังนี้ 1.หมวดสินค้าประเภทอาหาร 2.หมวดสินค้าประเภทเครื่องดื่ม 3.หมวดสินค้าประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย 4.หมวดสินค้าประเภทของใช้ ของตกแต่งบ้าน ของที่ระลึก 5.หมวดสินค้าประเภทสมุนไพรไม่ใช่อาหาร.


ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นราธิวาส จัดแถลงข่าวเตรียมความพร้อม เดิน-วิ่ง ศรีสาคร มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 ในวันที่ 14 ตุลาคม นี้

นราธิวาส จัดแถลงข่าวเดิน-วิ่ง ศรีสาคร มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2561 เพื่อการกุศลช่วยเหลือเด็กกำพร้าและยากจน

               ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาสนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ร่วมแถลงข่าวเดิน-วิ่ง ศรีสาคร มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 เพื่อการกุศลช่วยเหลือเด็กกำพร้าและยากจน ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชนทุกแขนงทั้งในและนอกพื้นที่ คณะครู นักเรียน และผู้สนใจทั่วไป ร่วมรับฟังการแถลงข่าว

              นายกูเซ็ง  ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง ในครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2561 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป เริ่มต้นจากบริเวณหน้าโรงพยาบาลศรีสาคร ไปตามเส้นทางที่กำหนด ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นว่าการออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง  จึงอยากเชิญชวนสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและช่วยประชาสัมพันธ์การจัดกิจรรมด้วย
             ด้านนายณรงค์  สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า  การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง ดังกล่าวเป็นการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและส่งเสริมการออกกำลังกาย  ซึ่งนายสุรพร  พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้ส่งเสริมกีฬาหลายประเภท โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นที่นิยมและชื่นชอบของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมกีฬากู๊ดวิวเกม ไทย-มาเลเซีย ด้วย

             ขณะที่นายหฤษฎ์  มาหะมะ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง อำเภอศรีสาคร กล่าวว่า ทางอำเภอศรีสาคร มีความพร้อมต้อนรับนักวิ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งด้านที่พัก สถานที่จอดรถ เส้นทาง พร้อมให้ความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งได้ประชุม 3 ฝ่ายหลายครั้ง เน้นการดูแลความปลอดภัยบุคคลและเส้นทาง นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะที่อำเภอศรีสาครยังคงสภาพความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย  หลังเสร็จสิ้นการวิ่งแล้ว เชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมล่องแก่งในแม่น้ำสายบุรี  ซึ่งหากพลาดเรียกว่ามาไม่ถึงอำเภอศรีสาคร

            นายแพทย์ ประมวล ทองอินราช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสาคร กล่าวว่า การส่งเสริมสุขภาพกับการออกกำลังกาย ได้ประโยชน์มากกว่าการตั้งรับดูแล ทั้งตัวบุคคลและหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพราะการออกกำลังกายถือเป็นการดูแลสุขภาพที่ดี 3 ด้าน คือ ร่างกาย จิตใจ และสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

และนายมะรีนอ  เจ๊ะโว๊ะ ประธานชมรมคนรักกีฬานราธิวาส กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร และเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพ ระยะทาง 5 กิโลเมตร ค่าสมัครคนละ 300 บาท ทุกประเภท รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนำไปช่วยเหลือเด็กกำพร้าและยากจน  เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2561 ที่โรงพยาบาลศรีสาคร ที่ว่าการอำเภอศรีสาคร ร้านนอร์ สปอร์ต อำเภอเมืองนราธิวาส หรือดูรายละเอียดทางเฟซบุ๊ก Srisakhon minimarathon หากมีข้อสงสัยต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.085-8469280 หรือ 087-8373652

             ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง ศรีสาคร มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 ขณะนี้มีผู้ทยอยสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี อีกทั้งกรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และจากประเทศมาเลเซีย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ กว่า 1,000 คน


ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

ล็อตใหญ่!!บก.ปส.3 บช.ปส. ตำรวจด่านตรวจพยุหะคีรี โชว์ผลงาน จับยาบ้า 10 ล้านเม็ด เฮโรอีน 100 แท่ง

บก.ปส.3 บช.ปส. ตำรวจด่านตรวจพยุหะคีรี โชว์ผลงาน จับยาบ้า 10 ล้านเม็ด เฮโรอีน 100 แท่ง ล็อตใหญ่
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 เวลา  18.30 น. โดยการสืบทราบทำงานอย่างต่อเนื่อง ของตำรวจ บก.สกส.บช.ปส. , บก.ขส.บช.ปส. , ตำรวจด่านตรวจพยุหะคีรี บก.ปส.3 บช.ปส. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวกับคดียาเสพติดล็อตใหญ่ ได้ผู้ต้องหา 4 คน

1. นายประวิทย์ แซ่ม้า อายุ 67 ปี เกิด 1 มกราคม 2494 ที่อยู่ 41 หมู่ 7 ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก ผู้ต้องหาที่ 1  2. นางยิ้ง แซ่ม้า อายุ 54
3. นางนภา  กิจพาณิชย์สกุล อายุ 33 ปี ที่อยู่ 69 หมู่ 6 ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก  ผู้ต้องหาที่ 3  4. นางกื๋อ  แซ่ม้า อายุ 49 ปี ที่อยู่ 132 หมู่ 7 ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก  ผู้ต้องหาที่ 4
สืบเนื่องทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 บริเวณริมถนนสายเลี่ยงเมืองสุโขทัย-ตาก (ถนน 205) ระหว่าง กม.15+200-300 ต.บ้านกล้วย อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 16.30 น.
 จับกุมผู้ต้องหาที่ 3 และ 4 บริเวณริมถนนสายสุโขทัย-คีรีมาศ (ถนน 101) หน้าศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนม หมู่ 8 ต.โตนด อ.คีรีมาศ ต.ทุ่งหลวง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 18.30 น.
โดยรถต้องสงสัยโตโยต้า รีโว่ ซึ่งมีขบวนการยาเสพติดชาวเขา ที่อยู่พบพระ จ.ตาก และทางเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติการณ์ จนมาถึงวันเกิดเหตุพบว่ารถคันดังกล่าว ได้วิ่งไปที่จังหวัดเชียงรายแล้วใช้เส้นทางหลบด่านลัดเลาะ จนมาถึงด่านพยุหะคีรี  เจ้าหน้าที่ได้ขออนุญาตตรวจค้นรถต้องสงสัย สอบถามคนขับให้การว่ามาจากเพชรบูรณ ซึ่งผิดข้อเท็จจริงน่าสงสัยตามสถานการณ์ จึงได้ขอนำรถคันดังกล่าวมาเอ็กซเรย์ ผลเอ็กซเรย์ พบยาบ้าจำนวน 25 กระสอบ กระสอบละ 400,000 เม็ด นับรวมได้ 10 ล้านเม็ด และซุกซ่อนเฮโรอีนอัดแท่ง 100 แท่ง ใต้กระสอบปุ๋ยขี้ไก่  ซึ่งเจ้าหน้าที่ บช.ปส.จะได้นำนำผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลาง  รถยนต์กระบะบรรทุก (ติดตั้งโครงเหล็ก) ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีเทา หมายเลขทะเบียน บห 4421 พิษณุโลก จำนวน 1 คัน ซึ่งใช้ในการซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้  รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อมาสด้า รุ่นมาสด้า 3 สีขาว หมายเลขทะเบียน กม 3604 พิษณุโลก จำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นรถใช้ในการนำทางสำรวจเส้นทางด่านตรวจ ในการลำเลียงยาเสพติด  โทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง
ไปแถลงข่าวที่ บช.ปส. และขยายผลหากลุ่มผู้ร่วมขบวนการมานำเนินคดีกันต่อไป
จากแหล่งข่าวที่ทราบว่ายาเสพติดล็อตใหญ่นี้ ได้ลำเลียงปะปนมากับมูลขี้ไก่เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยขนขึ้นรถคันดังกล่าวมาจาก บ.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย เพื่อนำส่งให้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ปลายทางที่ จ.อยุธยา  /////////////////
แหล่งข่าวจาก – กิจการพลเรือน ฉก.ม.3
ณฐพัชร์ อภิโชคกุล หัวหน้าสำนักข่าวเบาะแสภาคเหนือ  บก.เจี๊ยบแม่สายนิวส์ออนไลน์  ///////   รายงาน

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...