About

Header Ads

ผู้ว่าการกฟผ.ย้ำก่อนเกษียณ ภาคใต้มีกำลังผลิตโรงไฟฟ้าหลักไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ปี 63 เสี่ยงวิกฤตไฟฟ้าดับ

ผู้ว่าการกฟผ.ย้ำก่อนเกษียณ ภาคใต้มีกำลังผลิตโรงไฟฟ้าหลักไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น  ปี2563 เสี่ยงวิกฤตไฟฟ้าดับ เพราะการขยายระบบสายส่งรองรับ เสร็จไม่ทัน ในขณะที่โรงไฟฟ้าหลักที่ใช้ถ่านหิน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน ยืนยันการบริหารจัดการความเสี่ยงต้องใช้มาตรการDemand Response หรือขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมช่วยลดการใช้ไฟฟ้าตอนกลางคืน ในช่วงที่เกิดพีคไฟฟ้าเท่านั้น
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกับสื่อมวลชนในงานคุยสบายๆสไตล์ผู้ว่า”กรศิษฏ์ “ เมื่อวันที่ศุกร์ที่20 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุการทำงานเนื่องจากอายุครบ60ปี ในวันที่ 1พ.ค. 2561 ถึงปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าหลักไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในพื้นที่ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจังหวัดที่มีธุรกิจของการท่องเที่ยว เช่นสุราษฏร์ธานี ภูเก็ต
โดยปัจจุบันภาคใต้พึ่งพากำลังการผลิตที่เป็นโรงไฟฟ้าหลัก 2แห่งเท่านั้น รวมกำลังการผลิตประมาณ 2,406 เมกะวัตต์ คือ โรงไฟฟ้าจะนะ กำลังการผลิต 1,476 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขนอม กำลังการผลิต 930 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่นๆ เช่นโรงไฟฟ้ากระบี่ ใช้น้ำมันเตา มีต้นทุนค่าไฟฟ้าประมาณ6-7 บาทต่อหน่วย จะถูกสั่งให้เดินเครื่องเฉพาะช่วงที่แหล่งก๊าซจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) หยุดซ่อมและไม่สามารถส่งก๊าซมาให้โรงไฟฟ้าจะนะได้เท่านั้น ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวล พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ นั้น ยังไม่มีความเสถียรในการผลิตไฟฟ้า จึงไม่สามารถที่จะพึ่งพาได้ตลอด24ชั่วโมง เหมือนโรงไฟฟ้าหลัก
ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ ในช่วงที่เกิดพีตไฟฟ้าในช่วง 1ทุ่ม-3ทุ่ม ของวันที่18 มี.ค. 2560 นั้นอยู่ที่ 2,624 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าหลักที่มีอยู่ ทำให้ภาคใต้จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง500เควี จากภาคกลางลงมาช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ตลอดเวลา
     นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในภาคใต้ จะไม่ช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีค นั้นเกิดในช่วงกลางคืน ที่พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ดังนั้นในการบริหารความเสี่ยง ตามที่มีการออกแบบไว้ คือ ภาคใต้จะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเผื่อไว้กรณี ที่โรงไฟฟ้าหลักโรงใดโรงหนึ่งมีปัญหา จึงต้องมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ อย่างน้อยประมาณ 3,100 เมกะวัตต์ กฟผ.จึงมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จังหวัดกระบี่ เพื่อเสริมความมั่นคงพื้นที่ภาคใต้ในฝั่งจังหวัดที่อยู่ติดทะเลอันดามัน
ทั้งนี้ เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เกิดขึ้นไม่ได้ตามแผน ที่จะรองรับความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ7ปี ดังนั้น สิ่งที่เร็วที่สุดที่กฟผ.เสนอกระทรวงพลังงาน คือการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง มาคั่นจังหวะไว้ก่อน เพราะก่อสร้างได้เร็วกว่า โดยกำลังพิจาณาสถานที่ก่อสร้าง ว่าจะเป็นที่ขนอม หรือ ที่สุราษฎร์ธานี  โดยยืนยันว่า กฟผ.ไม่ได้ถอยเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ที่ต้องเสนอทางเลือกดังกล่าวเพราะ กฟผ.มีหน้าที่ต้องดูแลเรื่องของความมั่นคงไฟฟ้า ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การที่ภาคใต้จะมีโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซทั้งหมด จะทำให้มีความเสี่ยงเรื่องของความมั่นคงพลังงานในอนาคต ที่เมื่อก๊าซในอ่าวไทยหมด ก็จะต้องนำเข้าLNG เข้ามาแทน ซึ่งการขนส่งLNGเข้ามาแล้วต้องแปรสภาพความเย็น จากของเหลวให้กลายเป็นก๊าซ แล้วเก็บไว้ในถังเก็บ จะมีสำรองอยู่ได้ประมาณ3 วัน ดังนั้นถ้าการขนส่ง LNG ผ่านมาทางอ่าวไทยมีปัญหา เกิดการชะงักงัน เราจะมีเชื้อเพลิงป้อนโรงไฟฟ้าแค่3 วันเท่านั้น
นอกจากนี้การแก้ปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ยังต้องมีการขยายระบบสายส่งเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดที่มีอยู่หลายจุด ที่ทำให้โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งวาแผนและออกแบบระบบสายส่งให้สอดคล้องกับพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กที่จะเข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงในชุมชน โดยการดำเนินการเรื่องขยายสายส่ง จะเริ่มแล้วเสร็จในปี2564 ดังนั้น ในปี2563 จึงเป็นปีที่ภาคใต้มีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าดับ เพราะไม่มีโรงไฟฟ้าและสายส่งมาช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภูเก็ต ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าถึง414 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นปีละ10% ดังนั้น ในการบริหารความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้า จึงต้องมีมาตรการที่จะขอความร่วมมือผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว .ให้ช่วยลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดพีค ตอน1ทุ่มถึง3ทุ่ม หรือที่เรียกว่า มาตรการ Demand Reponse ซึ่งทราบว่า ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำลังดำเนินการในเรื่องนี้
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น