• ...

    ...

  • สิงห์ทองออโต้เพนท์

    ศูนย์ซ่อมสีรถและตัวถัง โทร075-817208,081-8942976...

  • โรงเรียนด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์กระบี่

    โรงเรียนด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์กระบี่ โทร 084-7195599 , 075-656132

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

สตูล จัดงาน “วันสหกรณ์อิสลามสัมพันธ์”ครั้งที่14 นครีสโตย @สตูลภายใต้สโลแกน กีฬาสัมพันธ์สู่ความเป็นหนึ่งเดียว(มีคลิป)

สตูล จัดงาน “วันสหกรณ์อิสลามสัมพันธ์”ครั้งที่14 นครีสโตย @สตูลภายใต้สโลแกน กีฬาสัมพันธ์สู่ความเป็นหนึ่งเดียว วันนี้ 31 มี.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 มี.ค.61ที่ผ่านมานายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “วันสหกรณ์อิสลามสัมพันธ์”ครั้งที่14 นครีสโตย @สตูลภายใต้สโลแกน กีฬาสัมพันธ์สู่ความเป็นหนึ่งเดียว ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา วิทยาเขตสตูล อ.ละงู จ.สตูล ซึ่งสหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ จำกัด และสหกรณ์อัล-อามีน สตูล ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสหกรณ์อิสลามผ่านการแข่งขันกีฬาและส่งผลให้เกิดความรักใคร่สามัคคีอันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนในด้านเศรษฐกิจภาคชุมชนและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นและยั่งยืนต่อไปโดยมีผศ.ดร.วรวิทย์ บารู ประธานเครือข่ายสหกรณ์อิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นงานร่วมกลุ่มของพี่น้องมุสลิมที่อยู่ในเครือข่ายสหกรณ์อิสลามทั่วประเทศเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างเข้มแข็งให้แก่พี่น้องสมาชิกสหกรณ์อิสลาม ซึ่งถือว่าเครือข่ายสหกรณ์อิสลามมีความเข้มแข็งเป็นอย่างมากโดยมีสหกรณ์อิสลามอยู่ในเครือข่ายจำนวนกว่า 30 สหกรณ์ มีสินทรัพย์กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งสินทรัพย์ในการบริหารงานส่วนใหญ่มาจากแหล่งทุนในเครือข่ายสหกรณ์อิสลามเองเกือบทั้งหมด โดยมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคชุมชนและพัฒนาภาคสังคมในชุมชน โดยใช้สหกรณ์และเครือข่ายในการขับเคลื่อนพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์และชุมชนได้อย่างยั่งยืน นายอูมัร อาเก็ม ประธานกรรมการสหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2561ถือว่าเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของเครือข่ายสหกรณ์อิสลามแห่งประเทศไทย ที่ทางจังหวัดสตูลโดยสหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ จำกัด และสหกรณ์อัล-อามีน สตูล ร่วมเป็นเจ้าภาพ สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีการแข่งกีฬาหลากหลายชนิด มีนักกีฬาจากสหกรณ์อิสลามทั่วประเทศกว่า 30 สหกรณ์ ไม่น้อยกว่า 800 คน ร่วมทำการแข่งขันกีฬา ประกอบด้วย ฟุตบอล 7 คน ฟุตบอล 11 คน เปตอง ปิงปอง มินิมาราธอน แชร์บอล เป็นต้น นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล -----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นราธิวาส เตรียมจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมสองแผ่นดิน ไทย–มาเลเซีย (มีคลิป)

นราธิวาส เตรียมจัดโครงการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ร่วมแถลงข่าวจัดงานแสดงวัฒนธรรมสองแผ่นดิน ไทย – มาเลเซีย ขนการแสดงท้องถิ่นเรียกนักท่องเที่ยวร่วมชม ชิม และแช็ต
 ณ ห้องโรงแรมตันหยง อ.เมืองนราธิวาส นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดการแถลงข่าว จัดโครงการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมภายใต้ชื่อ “กิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมสองแผ่นดิน ไทย – มาเลเซีย” โดยมีนายณรงค์ สังขประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส ตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส ตัวแทนผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ 33 ตัวแทนนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนราธิวาส และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้
     นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 6 – 7 เมษายน 2561 ณ สวนกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ถนนภูผาภักดี อ.เมืองนราธิวาส ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยการนำเอามิติทางวัฒนธรรมในเรื่องของศิลปะการแสดงและการละเล่นต่างๆที่เป็นอัตลักษณ์ทั้ง 2 ฝั่งประเทศทั้งจังหวัดนราธิวาสประเทศไทย และรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกันจัดงานในลักษณะนี้ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเผยแพร่และเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้มาท่องเที่ยว ชม ชิม และแชร์ไปยังเพื่อนฝูงหรือญาติมิตรทั้ง 2 ประเทศและพื้นที่ใกล้เคียงว่าบ้านเรามีดีอย่างไรเพื่อให้คนต่างพื้นที่ได้มาเที่ยวชมลิ้มลองรสชาติอาหารท้องถิ่นรวมถึงชมการแสดงต่างๆจากประเทศเพื่อนบ้านที่จัดมาให้ชมกันให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างพี่น้องทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเปิดขึ้นมานานที่ทั้ง 2 ประเทศได้ไปมาหาสู่กันฉันมิตรมายาวนาน
 ด้านนายณรงค์ สังขประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จ.นราธิวาส กล่าวว่า สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.นราธิวาส ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวตามแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวภายในกลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องและเหมาะสมใช้เป็นจุดขายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นและเพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.สร้างภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว 2.เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว เส้นทางท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางสู่ประชาคมอาเซียน ( AEC) 3.เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว 4.เพื่อส่งเสริมพัฒนาความร่วมมือและสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ 5.เพื่อประชาชนมีส่วนร่วมและมีความเชื่อมั่นในระบอบการรักษาความปลอดภัยสามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข
 โดยภายในงานมีกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมไทยและมาเลเซีย  กิจกรรมออกร้านพร้อมอาหารจานเด็ด และกิจกรรมสินค้า OTOP 
 ด้านตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยและการจัดการด้านจราจร กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่เขต อ.เมืองนราธิวาส นั้นมีด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว จำนวน 4 จุด บนถนนสำคัญก่อนเข้ามาในเขตเมืองและย่านเศรษฐกิจ ชุมชน เช่น จุดตรวจปลักปลา จุดตรวจโคกป่าคา จุดตรวจริมน้ำ และจุดตรวจยะกัง และยังมีจุดตรวจเฉพาะกิจ ซึ่งจะกำหนดตามความเหมาะสมของแต่ละวันและสถานการณ์ และได้สั่งการให้เน้นย้ำเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรากว่าปกติ และขอความร่วมมือจากประชาชนที่เข้ามาในพื้นที่ในช่วงนี้ ให้เตรียมหลักฐานต่างๆเช่นบัตรประชาชน เอกสารสำคัญเกี่ยวกับรถเพราะอาจจะมีการสุ่มตรวจในบางจุดเพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่และความปลอดภัยของประชาชนอีกด้วย
 ด้าน นาวาตรีพลพิพัฒน์ เศวตวงศ์ รอง ผบ.ฉก.33 กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานร่วมกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ในส่วนของทหารนั้นจะเน้นการทำหน้าที่ด้านความมั่นคง โดยล่าสุดได้ตั้งจุดตรวจบนถนนสายหลักที่สำคัญ เพื่อบริการประชาชนที่สัญจรบนถนนและพร้อมให้การช่วยเหลือตามคำเรียกร้องของประชาชนทุกด้านเพียงแค่ประชาชนเดือดร้อนก็สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทหารได้ทุกเมื่อ และโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่มีการจัดงานแสดงวัฒนธรรมสองแผ่นดินไทย-มาเลเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยและคนมาเลเซียมีความสนิทสนมแน่นแฟ้นและรักใคร่กันมานานละไม่เคยมีปัญหาอะไรต่อกัน และการที่ได้นำศิลปวัฒนธรรมมาแลกเปลี่ยนกันย่อมจะสร้างความสุขความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันฉันพี่น้องอีกด้วย
 ด้านนายกติยา ไพรพฤกษ์ ตัวแทนเทศบาลเมืองนราธิวาส เปิดเผยว่า ทางเทศบาลเมืองนราธิวาส มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องสถานที่จัดงาน ความสะอาด และ ด้านสาธารณูปโภค เพื่อบริการแก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนให้สมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง รวมทั้งเตรียมและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวที่จะมาเยือน โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ หาดนราทัศน์ อ่าวมะนาว หรืออีกหลายแห่งเพื่อความสะดวกในการท่องเที่ยว หรือสถานที่อื่นๆอีกหลายแห่งที่สามรถท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ พร้อมอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และมีชื่อเสียง.                      

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

สตูล จัดกิจกรรม Big Cleaning Day จิตอาสาร่วมทำความสะอาด แหล่งท่องเที่ยวท่าเทียบเรือปากบารา

สตูล จัดกิจกรรม Big Cleaning Day จิตอาสาร่วมทำความสะอาด แหล่งท่องเที่ยวท่าเทียบเรือปากบารา
        วันนี้ 31 มี.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายบงานว่าเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 61 ที่ผ่านมาที่บริเวณท่าเทียบเรือปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธาน พร้อมด้วย พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว ผบ.ร.5 พัน 2. น.ท.ธนะพงษ์  สุดรักษ์  ผบ.นป.สอ.รฝ.452 เรือโทโอวิทยา เกลี้ยงจิตร รอง ผบ.นป.สอ.รฝ.ที่ 425 และหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และจิตอาสา "เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ" ร่วมจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ทำความสะอาดท่าเทียบเรือปากบารา ซึ่งเป็นสถานที่ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อที่จะเดินทางไปสู่เกาะต่างๆ ในพื้นที่ของจังหวัดสตูล
         นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า การจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ถือเป็นการจัดกิจกรรม 5 ส. ประกอบด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สร้างสุขลักษณะ และสร้างนิสัย ซึ่งถือเป็นกิจกรรมพื้นฐานสำคัญที่จะนำมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงาน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหมู่คณะ สามารถปฏิบัติงานร่วมกัน และก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการปฏิบัติงาน ที่สำคัญจะทำให้ท่าเทียบเรือปากบารา เป็นพื้นที่ที่จะรองรับนักท่องเที่ยว มีทัศนียภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน 2561 ที่จังหวัดสตูลจะก้าวเข้าสู่อุทยานธรณีโลกจาก UNESCO ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมามากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ท่าเทียบเรือปากบารา เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดต่อไป
         นายธานี หะยีมะสาและ นายอำเภอละงู กล่าวว่า ปัจจุบันท่าเทียบเรือปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ใช้เส้นทางนี้เพื่อเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เช่น เกาะหลีเป๊ะ เกาะตะรุเตา และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเป็นจำนวนมาก กิจกรรมการทำความสะอาด Big Cleaning Day ในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อม และสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับสถานบริการท่าเทียบเรือปากบารา เพื่อให้สถานที่ทำงาน สถานที่ท่องเที่ยว มีความสะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานที่ราชการและแหล่งท่องเที่ยว และสร้างความพึงพอใจต่อประชาชน นักท่องเที่ยว และเป็นการยกระดับมาตรฐานท่าเทียบเรือปากบารา ให้มีชื่อเสียงและสร้างภาพบวกให้กับจังหวัดสตูล ต่อไป
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ทรูมูฟ เอช จัดหนักจัดเต็ม เน็ตแรง ไม่อั้น ไม่ลดสปีด

ทรูมูฟ เอช จัดหนักจัดเต็ม 
เน็ตแรง ไม่อั้น ไม่ลดสปีด ความเร็ว1 Mbps. 
เพียง45 บาท นาน 15 วัน กด*900*9953*17631499# โทรออก หรือ 90 บาท นาน 30 วัน กด*900*9954# โทรออก


-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว-โฆษณา
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ชื่นชมคุณตาวัย 83 ปี ชาวตำบลทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ จ.กระบี่ ปลูกผักปลอกสารพิษกว่า30ชนิด ออกเดินขายตามชุมชน (มีคลิป)

ชื่นชมคุณตาวัย 83 ปี ชาวตำบลทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ  จ.กระบี่   แม้จะอายุมากแต่ร่างกายแข็ง แรง  ไม่ ปลูกผักปลอกสารพิษข้างบ้านกว่า 30ชนิด  ออกเดินขายตามชุมชน  ชาวบ้านต่างอุดหนุนไม่ขาดสาย  เพราะขายถูก  เผยไม่หวังกำไร  แต่ได้ทำแล้วสุขภาพดีไม่เจ็บไม่ป่วยร่างก่ายแข็งแรง และสุขภาพจิตดี

    นายวิเชียร  หรือตาเชียร ใยทอง อายุ83ปี  อยู่บ้านเลขที่ 59 ม.4 ต.ทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ จ.กระบี่  แม้ว่าจะอยู่ในวัยชรา  แต่สุขภาพร่างกายยังแข็งแรง ไม่ยอมอยู่เฉยๆ   ใช้เวลาว่าง ปลูกพืชผักปลอดสารพิษทุกอย่างที่กินได้ กว่า 30 ชนิด  ในที่ดินข้างบ้าน  ประมาณ 2 งาน   อาทิ บวบ สายพันธ์พื้นเมืองหรือบวบหอม  พลู  มะอึก มะเขือ พริกไทย ตะไคร้ กล้วยหมาก มะละกอ  เล็บครุฑ  กระเพรา ขมิ้น สับปะรด พริกไทยดำ ขิงข่า  เป็นต้น เป็นที่ชื่นชมของชาวบ้านใกล้เคียง  ขณะคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ ก็ต้องนอนอยู่กับบ้าน เนื่องจากมีสุขภาพร่วงโรยไปตามวัย
            คุณตาเชียรเปิดเผยว่าปลูกมาแล้ว 2 ปี  โดยมีภรรยา คือนางวิน  ใยทอง  คอยช่วย เล็กๆน้อยๆ เช่นถอนหญ้า รดน้ำ เป็นต้น  ส่วนสาเหตุที่ได้มาปลูกผักเนื่องจากว่า ถ้าตนนอนอยู่เฉยๆร่างกายจะอ่อนแอ ไม่ค่อยสบาย แต่พอมาปลูกพืชผักข้างบ้านทำให้ได้ออกกำลังกาย ร่างกายแข็งแรง  นอกจากนี้ทำให้รู้สึกสบายใจ  ไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน หลังจากเก็บผลผลิต ก็จะนำผักมาขายถุงละ10บาท ขายในชุมชน เวลาขายก็เดินขาย  ชาวบ้านชอบอุดหนุนซื้อผักของตาเชียร  เพราะ เป็นผักปลอด สารพิษ ซึ่งจะใช้สมุนไพรใช้ยาเส้น ผสม ยอดสะเดา เป็นยาฆ่าแมลง
          นายเชียร  กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีรายได้จากการขายผักเดือนละ 3,000 บาท ไม่ได้มากมาย แต่รู้สึกว่าคุ้มค่า เพราะได้ทำเองที่ผ่านมาลูกๆห้ามไม่ให้ทำ เพราะอายุมากแล้ว แต่ อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ต้องทำเพราะ ได้ทำงานทำแล้วสบายใจ  นอกจากนี้ ตาเชียร ยังได้ปลูกทุเรียน เอาไว้อีก 4ไร่  ห่างจากบ้านไปประมาณ 1 กม. และจะเดินเท้าไปกลับสวนทุเรียนโดยไม่ขี่รถ และมักจะใช้รถเข็น ผลผลิตจากสวนกลับมาบ้านทุกวัน เป็นการออกกำลังกายไปในเวลาเดียวกัน
น้าเมศ มากผล-รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

“มาสเตอร์คูล” โชว์นวัตกรรมพัดลมไอเย็นไล่ยุง ลุยตลาดโมเดิร์นเทรด260 สาขาแก้ปัญหาอากาศร้อน(คลิป)


“มาสเตอร์คูล” โชว์นวัตกรรมพัดลมไอเย็นไล่ยุง ลุยตลาดโมเดิร์นเทรด260 สาขาแก้ปัญหาอากาศร้อน

“มาสเตอร์คูล” เจ้าของของผลิตภัณฑ์พัดลมไอเย็นและไอน้ำ เจ้าแรกของไทยเปิดตัว พัดลมไอเย็น รุ่นไล่ยุง ครั้งแรกของตลาดในไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตอบโจทย์การใช้ได้ทุกพื้นที่ เลือกชมสินค้าพัดลมไอเย็นรุ่นต่างๆ และรุ่นล่าสุดได้ทุกสาขากว่า 260 ทั่วประเทศ

นายนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2561 นี้บริษัทได้วางแผนการขยายตลาดพัดลมไอเย็น รุ่นต่างๆ โดยเฉพาะรุ่นใหม่ ล่าสุดที่สามารถไล่ยุงได้ ชื่อ พัดลมไอเย็น รุ่นไล่ยุง หรือ รุ่น MIK-28EX ที่เปิดตัวไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากสามารถแก้ไขปัญหาอากาศร้อนและยังแก้ปัญหาเรื่องปริมาณยุงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

ผลิตภัณฑ์ “พัดลมไอเย็น ไล่ยุง” บริษัทได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นมา โดยนำผลสำรวจความคิดของผู้บริโภคมาเป็นองค์ประกอบในการออกแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการไล่ยุง ด้วยการนำคลื่นความถี่อัลตร้าโซนิค ปราศจากสารเคมี มาใช้ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เปิดตัว พัดลมไอเย็นรุ่น MIK-14EX ในปีนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองรุ่นได้รับการออกแบบ และดีไซน์ใหม่ทั้งหมด มีการพัฒนานวัตกรรมใบพัดลมพิเศษ ที่สามารถให้กำลังแรงลมได้มากกว่าเดิม เหมาะสมกับการใช้งานในทุกพื้นที่ทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์จากนวัตกรรมคนไทย เพื่อผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยว คอนโดมีเนียม รีสอร์ท และโรงแรม เป็นต้น

สำหรับแผนการตลาด มีแผนขยายทุกช่องทางจำหน่ายทั้งจากดีลเลอร์ และโมเดิร์นเทรด เช่น โฮมโปร แม็คโคร เมกาโฮม และบิ๊กซี กว่า 260 สาขา พร้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ผ่านช่องทางการขาย บนระบบ อีคอมเมิร์ช(E-commerce) ชั้นนำของไทย รวมทั้งขายสินค้าผ่านช่องทางเว็บไซต์ shop.masterkool.com ซึ่งเป็นช่องทางที่บริษัทได้ทำการตลาดเพื่อรองรับการเข้าถึงของลูกค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กระบี่ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน(มีคลิป)

จังหวัดกระบี่ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 (ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน)
 วันนี้ (30 มีนาคม 2561)  เวลา 10:30 น. นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 (ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน) ณ บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่  เพื่อให้สัตว์น้ำได้แพร่ขยายพันธ์และฟื้นฟูสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติและรักษาระบบนิเวศไว้ให้ยั่งยืน ตลอดจนเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นให้รู้จักการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืนและรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องทรัพยากรและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยมีพันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวต้อนรับ นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงานพร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนจังหวัดกระบี่ และร่วมกันประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยเรือตรวจประมงทะเล เครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง ศูนย์ประสานการปฏิบัติงานในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล) ออกปฏิบัติหน้าที่ในการร่วมกันออกลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวังผู้กระทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์กุ้งแช่บ๊วยจำนวน 1 ล้าน 4 แสนตัวและปูม้า จำนวน 2 หมื่นตัวคืนสู่แหล่งธรรมชาติ
 ในปี 2561 กรมประมงได้ปรับปรุงมาตรการสำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการทำประมงในพื้นที่อ่าวอันดามันและอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2560 ออกประกาศกรมประมงลง วันที่ 22 มีนาคม 2561 เรื่องกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วน โดยกำหนดให้มีการปิดพื้นที่บางส่วนเท่านั้น ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่และตรังเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ 4 จังหวัด โดยกำหนดห้วงระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายนของทุกปี รวมเนื้อที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ห้ามทำการประมงด้วยเครื่องมือประมงประสิทธิภาพสูงเป็นบางชนิดและขนาด สำหรับเครื่องมือประมงเพื่อการยังชีพและเครื่องมือประมงประสิทธิภาพต่ำยังคงสามารถทำการประมงได้ เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ ความยาวไม่เกิน 14 เมตร ทำได้ในเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนล้อมจับปลากะตักเวลากลางวันและเครื่องมือประมงพื้นบ้านประเภทต่างๆ  ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับชาวประมงน้อยที่สุดในการประกอบอาชีพ 
 รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ประกาศฉบับใหม่มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาตัวประกาศ จากเดิมจะประกาศเครื่องมือที่ห้ามทำการประมงแต่ประกาศฉบับใหม่นี้จะประกาศเครื่องมือที่ให้ใช้ทำการประมง อีกทั้งยังมีบทกำหนดโทษที่ค่อนข้างรุนแรงหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองตาม พ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558 จึงขอให้พี่น้องประชาชนชาวประมงให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและระมัดระวังการทำประมง ผู้ใดกระทำผิดตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมงหรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ทั้งนี้ขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ที่เข้าใจการดำเนินงานของภาครัฐและเสียสละยอมปรับเปลี่ยนวิถีการทำประมงดั้งเดิมเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรประมงของประเทศให้มีใช้อย่างยั่งยืน

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ทรูมูฟ เอช จัดหนักจัดเต็ม วันนี้เรามีแพ็กเกจแคมเปญพิเศษ เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดใต้

ทรูมูฟ เอช จัดหนักจัดเต็ม
วันนี้เรามีแพ็กเกจแคมเปญพิเศษ เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ล่าง นราธิวาส ปัตตานี  ยะลา

" สุดคุ้มทั้งโทร ทั้งเน็ต " พิเศษเพียง 50 บาทเท่านั้น ( ต่ออายุอัตโนมัตนาน 1 ปี เดือนถัดไป 90 บาท )
 "เน็ตไม่อั้น 2 Mbps และโทรไม่อั้น ตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุด 1 ปี สมัครกด*777*990#โทรออก

เเค่เพียง เมื่อเปิด ซิมใหม่ Social Sim / ซิม Super Fun / ซิมสบาย สามารถสมัครแพ็กเกจเสริม ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเปิดซิม (สิทธิการสมัคร 1 ครั้ง/ 1 หมายเลข)
รีบๆสมัครกันนะคะ โปรแรงแบบนี้ต้องtrue move H เท่านั้น

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

นายทุนเหิมหนัก! โค่นไม้ใหญ่ป่าสงวน แม่ทัพภาค 4 สั่งตรวจยึดเฝ้าระวัง มีกลุ่มนายทุนรุกตัดไม้ทำลายป่าเขตป่าไม้ถาวร(มีคลิป)

นายทุนเหิมหนัก! โค่นไม้ใหญ่ป่าสงวน แม่ทัพภาค 4 สั่งตรวจยึดเฝ้าระวัง มีกลุ่มนายทุนรุกตัดไม้ทำลายป่าเขตป่าไม้ถาวร รอยต่อกับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ลอบโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่นับสิบต้น ด้านแม่ทัพภาค 4 สั่งการเร่งเข้าตรวจสอบ พร้อมตั้งเจ้าหน้าที่ร่วมกับคนชุมชนเฝ้าระวังพื้นที่
                  พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับรายงานจากชาวบ้านว่าในพื้นที่ บ้านไอร์จูโจ๊ะ ม.7  ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส มีกลุ่มบุคคล จากนอกและในพื้นที่หมู่บ้านไอร์จูโจ๊ะ เข้าไปลักลอบตัดต้นไม้ทำเป็นไม้ซุงท่อน ไม้ซีก ไม้เหลี่ยม และไม้แปรรูปไม้ เพื่อการค้าส่งให้กลุ่มนายทุน และมีการลักลอบขนย้ายไปนอกพื้นที่และซุกซ่อนไม้ตามป่าข้างทางและซุกซ่อนตามบ้านเรือนประชาชนให้หมู่บ้าน เพื่อรอการขนย้ายนั้น ภายหลังรับแจ้ง นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส จึงได้มอบหมายให้ นายกริช น้อยผา นายอำเภอศรีสาคร พร้อมด้วย พ.อ.จรูญ จตุรงค์ ผบ.ฉก.ทพ.49  ร.ต.อ.อรุณ กุลกัลยา หัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าวหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้สนธิกำลัง ตชด.44 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.49  จนท.สำนักบริการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี, จนท.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส 
                โดยเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยรถเข้าไปลักลอบบรรทุกไม้ออกไปก่อนบ้างแล้วบางส่วน คงเหลือไม้ซีกจำนวน 6 ซีก, ไม้ท่อนจำนวน 3 ท่อน และไม้แปรรูปจำนวน3 แผ่น/ชิ้น คณะเจ้าหน้าที่ จึงทำการตรวจยึดและขนย้าย ประกอบด้วย ไม้ซุงท่อนชนิดไม้หลุมพอ  ใช้ช้างชักลากมาซุกซ่อนไว้ริมป่า ใช้ใบไม้ปิดอำพรางไว้ จำนวน 3 ท่อน ไม้แปรรูปขนาดใหญ่ ชนิดไม้หลุมพอ ซุกซ่อนไว้ในป่า ใช้ใบไม้ปิดอำพรางไว้ จำนวน 3 แผ่น/ชิ้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจไม้ดังกล่าว ทุกท่อน ทุกชิ้น ทุกแผ่น ไม่พบรอยรูปดวงตราของเจ้าพนักงานป่าไม้ตีประทับแต่อย่างใด เชื่อว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยมิชอบโดยกฎหมาย จึงทำการตรวจยึด มาเก็บรักษาไว้ที่ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.1 (กาหลง) เพื่อป้องกันการเสียหายสูญหาย 
               ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ จึงได้ขยายผลตรวจสอบตรวจค้นพื้นที่ ที่คาดว่ากลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า จะนำไม้ท่อนซุง ไม้ซีกไปซุกซ่อนไว้ คณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบพื้นที่ซุกซ่อนไม้อีกจำนวน 2 จุด คือ จุดซุกซ่อนที่ 1 ตรวจพบชนิดไม้หลุมพอผ่าซีก ขนาดใหญ่ จำนวน 4 ท่อน โดยใช้ใบไม้ปิดอำพราง จุดซุกซ่อนที่ 2  ตรวจพบชนิดไม้หลุมพอผ่าซีก ขนาดใหญ่ จำนวน 5  ท่อน และไม้หลุมพอแปรรูป จำนวน 14 แผ่น/ชิ้น โดยใช้ใบไม้ปิดอำพราง ส่วนไม้ซีกที่ยังค้างในป่าจำนวน 14 ท่อน/ซีก และไม้แปรรูปจำนวน 14 แผ่น/ชิ้น ที่ยังคงเหลือยังกองอยู่ในป่า รอการขนย้ายต่อไป 
               ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ ได้รับแจ้งจากคนให้ข่าวว่า มีโรงรับซื้อยางพาราเป็นที่เก็บและซุกซ่อนไม้แปรรูปขนาดใหญ่จำนวนมาก โดยอำพรางกับเศษยางพารา คณะเจ้าหน้าที่ จึงรายงานให้ พ.อ.จรูญ จตุรงค์ ผบ.ฉก.ทพ.49 เข้าจับกุมในทันที ตรวจพบไม้แปรรูป ไม้ท่อน ขนาด ชนิดต่างๆ จำนวน 2 รายการ คือไม้หลุมพอ แปรรูปขนาดใหญ่ จำนวน 23  ชิ้น/แผ่น ปริมาตร 24.03 ลบ.ม.ค่าภาคหลวง 2,244.80 บาท ค่าเสียหายด้านป่าไม้ 280,600บาท ไม้หลุมพอ เป็นท่อนขนาดยาว 50  ซม.โต 150 ซม. จำนวน 104 ท่อน ปริมาตร 10.94  ลบ.ม.ค่าภาคหลวง 867.2 บาท ค่าเสียหายด้านป่าไม้ 109,300 บาท 
พร้อมได้ทำการจับกุมตัว นายกอยา กาแบ อายุ 45 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 7 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ซึ่งรับเป็นเจ้าของไม้แปรรูป ไม้ท่อน ดังกล่าว
               คณะเจ้าหน้าที่ จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ นายกอยา กาแบ ว่ากระทำความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 ห้ามมิให้ผู้ใดทำไม้ หรือเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือทำอันตรายด้วยประการใดๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่, มาตรา 48 ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ และมีไม้แปรรูปหวงห้ามไว้ในครอบครองหรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกินกว่า 0.20  ลูกบาศก์เมตร และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง และ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 143 ราชกิจจานุเบกษา 30 กรกฎาคม 2557 ส่วนนายกอยา กาแบ ผู้ถูกจับกุมได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้วรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ขณะจับกุมชุดจับกุมจึงได้มอบหมายให้ นายกิตติพันธุ์ รัตนวงศ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.1 (กาหลง) เป็นผู้นำตัว นายกอยา กาแบ ผู้ถูกจับ ส่งต่อ พงส.สภ.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนไม้ของกลาง นายกิตติพันธุ์ รัตนวงศ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.1 (กาหลง) เป็นผู้เฝ้าเก็บรักษามิให้สูญหายเสียหายต่อไป                                 

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561

สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ จัดโครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการ(ทีคลิป)




สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ  จัดโครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการอื่น ประจำปี 2561 ที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด แก้ไขในระยะเวลาที่เหมาะสมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและญาติให้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนด้านวิชาการแก่โรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค
               นายสุรพร  พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดโครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการอื่น ประจำปี 2561 ที่ห้องประชุมภักดีบดินทร์ ชั้น 4 ตึกเฉลิมราชย์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีนายแพทย์ วิชัย วิเชียรวัฒนชัย  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ นางยินดี  พร้อมมูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส  นางสาวคอทรีหม๊ะ  หะยีอารุณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนราธิวาส ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดโครงการฯ
             นายสุพร  พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ เป็นความพิการของใบหน้าที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ และรูปลักษณ์ของเด็กตั้งแต่กำเนิด ขณะที่ความพิการทางศัลยศาสตร์ตกแต่งอื่น ๆ อาทิ แผลเป็นหดรั้งจากไฟไหม้ ก็เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตและการเข้าสังคม จึงนับเป็นโอกาสดีและขอขอบคุณ นายแพทย์ พิชิต  ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย และทีมคณะแพทย์ เจ้าหน้าที่ จากสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ได้เสียสละเวลา ร่วมแรงร่วมใจ จัดโครงการฯ ให้แก่พี่น้องชาวนราธิวาส  เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด แก้ไขในระยะเวลาที่เหมาะสม สนับสนุนด้านวิชาการแก่โรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค ที่สำคัญเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา และเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและญาติให้ดีขึ้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข 
               ด้านนายแพทย์ สาธิต  ทิมขำ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า โรคปากแหว่ง เพดานโห่ เป็นความพิการบนใบหน้าที่พบมากที่สุดแต่กำเนิด โดยมีอัตราการเกิดความพิการปากแหว่ง ประมาณ 1 ต่อ 650 คน และความพิการเพดานโหว่ ประมาณ 1 ต่อ 2,500 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่มีความพิการทางศัลยศาสตร์ตกแต่งอื่น ๆ ทางสำนักสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ กำหนดจัดโครงการฯ ขึ้น เพื่อให้บริการตรวจและผ่าตัดรักษาผู้ป่วย โดยทีมแพทย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาลอาสาสมัครจากที่ต่าง ๆ รวมถึงหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง ภาควิชาศัลยศาสตร์ ภาควิชาออร์ปิดิกส์ ภาควิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
           สำหรับโครงการศัลยกรรมตกแต่งแก้ไขปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการอื่น ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน สถานที่ปฏิบัติงานใช้โรงพยาบาลประจำจังหวัด จำนวน 6 จังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ได้รับการผ่าตัดในปี 2555 จำนวน 42 ราย  ขณะปี 2558 มีผู้ป่วยผ่าตัด จำนวน 70 ราย ซึ่งผลการผ่าตัดอยู่ในเกณฑ์ดี และในปีนี้ (2561) จะตรวจคัดกรองและผ่าตัดให้ผู้ป่วยที่มีความสนใจและประสงค์ที่จะรักษาจาก 13 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียง จำนวน 55 ราย  จะตรวจคัดกรองผู้ป่วย และเริ่มผ่าตัด ระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2561 พร้อมติดตามการรักษาในวันที่ 18 เมษายน 2561                       
ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเบตง เตรียมยกระดับศักยภาพ

รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเบตง เตรียมยกระดับศักยภาพ การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้
   วันที่ 28 มีนาคม 2561 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะ  ลงพื้นที่ สำรวจเส้นทางและเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้แก่ ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง และหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา10 ในพื้นที่ ต.อัยอเยอร์เวง บ้านบ่อน้ำร้อน อุโมงค์ปิยะมิตร และโครงการไม้ดอกเมืองหนาว  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ ต.ตาเนาะแมเราะ  ทั้งนี้เพื่อยกระดับศักยภาพ การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนพึ่งตนเองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป โดยมี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ 

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า  การท่องเที่ยวโดยชุมชน จะเน้นคุณค่าของการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพชีวิต/การมีส่วนร่วมของชุมชน และสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้เกิดความยั่งยืนในการท่องเที่ยว  เป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชนโดยแท้ ทำให้ชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักท่องเที่ยว หนุนเสริมความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น ที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต และทรัพยากรของตนเองได้ ก่อให้เกิดคุณค่า พลัง และความสุขติดตามมาอย่างยั่งยืน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมสนับสนุนในด้านการลงทุนและการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่สามารถเสริมสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในพื้นที่และความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น  ตลอดจนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นจากการเปิดสนามบินแห่งใหม่ในอนาคต  พร้อมยกระดับศักยภาพพื้นที่เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการท่องเที่ยวที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
ด้าน นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่พยายามดำเนินแผนงานโครงการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบดังกล่าวจนสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ โดยใช้มิติที่หลากหลายเป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมด้านการศึกษา ด้านการกีฬา การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ให้สามารถบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลทรัพยากรของชุมชน ส่งผลให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน นำมาซึ่งรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำความสันติสุขมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
** โยธิน  ประชามติรัฐ รายงานจาก อ.เบตง จ.ยะลา

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

สตูล รวบสาวใหญ่วัย 40 ปี ค้ายาบ้าคาบ้านพัก

สตูล รวบสาวค้ายาบ้าคาบ้านพัก
        วันที่ 29 มี.ค. 61ภายใต้การอำนวยการของนายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผวจ.สตูล, นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา รอง ผวจ.สตูล, พ.อ.สุระ แก้วไพโรจน์ รอง ผอ.รมน.จว.สตูล, นายศักดา วิทยาศิริกุล ปลัดจังหวัดสตูล, นายทวีศักดิ์ สังข์ชู ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองรักษาราชการแทนนายอำเภอควนกาหลง, และนายพีรพัฒน์ เงินเจริญ ป้องกันจังหวัดสตูล ได้ร่วมสั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดสตูล (ฉก.อันดามัน) นำโดย นายประยูร สิตพงศ์ ผบ.ร้อย อส.จ.สตูลที่ 1 ร่วมกับนายสมหมาย ทองช่วย กำนัน ต.อุใดเจริญ ร่วมกับ จนท.ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.ภ.9 และ จนท.ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.สตูล, ชุด ชปส.ภ.จว.สตูล, จนท.ตำรวจ อ.ควนกาหลง, อส.อ.ควนกาหลง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางที่บ้านเลขที่ 200 ม.7 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล 1. นางนุชนารถ ทองคำ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 200 ม.7 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทแอมเฟตมีน (ยาบ้า) จำนวน 312 เม็ด 
      โดยกล่าวหาว่า  กระทำความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จึงนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.ควนกาหลง เพื่่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

ศาลสั่งประหาร'บังฟัต-พวก' 6 คน คดีฆ่ายกครัวผู้ใหญ่บ้านวรยุทธ 8 ศพ(มีคลิป)

วันนี้  28มีนาคม  2561 ที่ ศาลจังหวัดกระบี่ มีการตัดสินคดีฆ่ายกครัวนายวรยุทธสังหลังหรือบางๆพร้อมครอบครัวและเครือญาติ 8 ศพ ที่บ้านพักของผู้ใหญ่บ้าน   หมู่ที่ 1  บ้านเขางาม ตำบลบ้านกลาง อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดนศาลพิจารณา ในคดีดำ เลขที่  4396 /2560   คดีแดงที่  1380/2561   โดยวันนี้จำเลยประกอบด้วย นายสุริก์ฟัต หรือ บังฟัต   บ้านนบวงศ์สกุล   จำเลยคนที่ 1 พร้อมพวกอีก 7 คนรวม 8  ถูกฝากขังที่เรือนจำจังหวัดกระบี่ ได้ถูกนำตัวมายังศาลจังหวัดกระบี่มารับฟังการตัดสินคดีความที่ห้องพิจารณาคดี บัลลังก์ที่ 7 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา โดยผู้พิพากษาศาลจังหวัดกระบี่ได้อ่านคำตัดสินใช้เวลา 2 ชั่วโมงเศษ จึงเสร็จสิ้นหลัง
           จากนั้น พลตำรวจเอก   จักรทิพย์  ชัยจินดา   ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาลจังหวัดกระบี่ในคดีดังกล่าวและได้เปิดแถลงข่าวผลการตัดสินคดีที่ห้องประชุมกระบี่พิทักษ์   สถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ ว่าผลของคดีศาลจังหวัดกระบี่ได้ตัดสินจำเลยคนที่ 1-6 ซึ่งมีนายซูริก์ฟัต  เป็นจำเลยคนที่ 1 พร้อมพวกอีก 5 คน ด้วยบทลงโทษ ให้ประหารชีวิต   ส่วนจำเลยคนที่ 7 จำคุก 1 ปี 9 เดือน   จำเลยคนที่ 8 จำคุก 12 เดือน   โดยสามารถยื่นอุทรณ์ได้ภายใน 30 วัน
        พร้อมกันนั้นทางครอบครัวและญาติของผู้ตาย   ทางชมรมกำนันตำบลผู้ใหญ่บ้านจังหวัดกระบี่   ชมรมผู้ใหญ่บ้านอำเภออ่าวลึก    สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่และที่เกี่ยวข้อง  ได้เข้ามอบช่อดอกไม้แสดงความขอบคุณแก่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ลงมาติดตามและสั่งการในคดี สั่งฟ้องจนถึงศาลชั้นต้นพิพากษาประหานชีวิต
        ทั้งนี้นางอัญชลี  บุตรเติบ  ญาติของผู้ตาย หลังจากมาฟังคดีพิพากษาของศาลจังหวัดกระบี่ในคดีดังกล่าว  ได้กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่ารู้สึกดี  ใจพอใจ กับคำตัดสินของศาลจังหวัดกระบี่ ขั้นให้ประหารชีวิตกับจำเลยทั้ง 6 รายและอีก 2 รายที่มีโทษลดหลั่นลงมา
         หลังจากศาลได้อ่านคำพิพากษาเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหา รายที่ 1 ถึงที่ 6 ในขั้นโทษประหารชีวิต นำไปฝากขังที่เรือนจำกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช  ต่อไป
ข้อมูลภาพ/ข่าว/กระบี่

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง /สันติ เพชรแก้ว-รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตำรวจ ตชด.ฝ่ายปกครอง บุกจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกระบี่ หลังมีกระแสข่าวมีการติดต่อสั่งยาเสพติดในเรือนจำหลายพื้นที่

ตำรวจ ตชด.ฝ่ายปกครอง  บุกจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกระบี่ หลังมีกระแสข่าวมีการติดต่อสั่งยาเสพติดในเรือนจำหลายพื้นที่  เบื้องต้น ไม่พบยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่ภายในเรือนจำสภาพแออัด  มีผู้ต้องขังกว่า2,500 คน รวมทั้งบังฟัตผู้ต้องหาคดีฆ่าล้างครัว8ศพ พร้อมพวกรวม8คน เจ้าหน้าที่คุมเข้มดูแลความปลอดภัย ก่อนนำตัวขึ้นศาลในวันพรุ่งนี้
         เมื่อเวลา07.00 น.วันที่ 27 มีนาคม 2561  พ.ต.อ.ธรัฐชา  ถมปัทม์ รองผบก.ภ.จว.กระบี่  พ.ต.อ.สมเด็จ  สุขการ ผกก.สภ.เมืองกระบี พ.ต.ต.วีระศักดิ์  คงเพชร ผบ.ร้อยตชด.426 กระบี่  ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดกระบี่  นายธวัช  จงรักษ์ภูวนาถ หน.ศอ.ปส.จ.กระบี่  นำเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวน หน่วยปฏิบัติการพิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง  กว่า 100นาย  บุกจู่โจมตรวจค้นเรือนอนผู้ต้องขัง ชายและหญิง ภายในเรือนจำจังหวัดกระบี่   เพื่อตรวจค้นยาเสพติด และสิ่งผิดกฏหมาย ตามนโยบาย ของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ภายหลังมีกระแสข่าว ว่ามีการติดต่อซื้อยาเสพติดจากผู้ต้องขังในเรือนจำบางจังหวัด โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามเรือนนอน  ล๊อกเกอร์ ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด พบเพียง สิ่งต้องห้าม เช่น ที่ตัดเล็บ ตะใบถูเล็บ เป็นต้นนอกจากนี้ยังมีการสุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขังด้วย แต่ไม่พบสารเสพติดเช่นกัน
           สำหรับเรือนจำจังหวัดกระบี่พบว่ามีสภาพความเป็นอยู่แออัดเป็นอย่างมาก   ปัจจุบันมีจำนวนผู้ต้องขัง จำนวน 2,536 คน  แยกเป็นผู้องขังชาย2,230 คน ผู้ต้องขังหญิง306คน  ซึ่งในเรือนจำแห่งนี้มีผู้ต้องขัง ในคดีสำคัญ รวมอยู่ด้วย คือ นายซูริก์ฟัต หรือบังฟัต  ผู้ต้องหาในคดีฆ่าล้างครัว 8ศพ และพวกรวม8คน ที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่านายวรยุทธ  สังหลังอดีตผู้ใหญ่บ้านเขางาม ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก  พร้อมคนในครอบครัว8ศพ  เมื่อปีที่แล้ว  ซึ่งทุกคนชีวิตในเรือนจำปกติไม่มีความเครียด  เจ้าหน้าที่ ได้มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเตรียมควบคุมตัวไปที่ศาลจังหวัดกระบี่  เพื่อฟังคำพิพากษา  ในวันพรุ่งนี้ (28มี.ค.61) โดยจะมี ทางญาติของผู้ต้องหา ในคดี เข้าร่วมรับฟังด้วย

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071


ปศุสัตว์จังหวัดกระบี่ ร่วมกับเทศบาลตำบลลำทับ ออกหน่วยบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ (มีคลิป)

ปศุสัตว์จังหวัดกระบี่ ร่วมกับเทศบาลตำบลลำทับ ออกหน่วยบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่
วันที่ 26 มี.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกระบี่ ออกหน่วยบริการประชาชน ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำหมัน แก่สัตว์เลี้ยงสุนัข แมว ของประชาชน ที่ทำการเทศบาลตำบลลำทับ จังหวัดกระบี่ ทำการฉีดวัคซีน ทำหมัน สุนัข แมว รวมกว่า 60 ตัว  และพบว่าส่วนใหญ่เจ้าของสัตว์เลี้ยง มารับวัคซีนกลับไปฉีด ให้สุนัขแมวเองที่บ้าน กว่า 100 ตัว  เนื่องจากไม่สะดวกนำมารับบริการ   
สัตว์แพทย์หญิงฉัตติมา จันทนพันธ์  สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา พบสุนัข ในพื้นที่ อำเภอลำทับ ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า รวม 6 ตัว ช่วงต้นปี นี้พบสุนัขติดเชื้อ โรคพิษสุนัขบ้า 2 ตัว จึงประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมการระบาดของโรค  พร้อมติดตามผู้ที่สัมผัสสุนัขที่ติดเชื้อรวม 13 ราย ทำการฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว  และขณะนี้ยังไม่พบสัตว์ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่จังหวัดกระบี่

น้าเมศ มากผล-รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กระบี่ เป็นเจ้าภาพ ประชุมสรุปงาน และถอดบทเรียน โครงการหนุนเสริมกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ ก้าวต่อไป (Next PLC) 4 จังหวัด

กระบี่ เป็นเจ้าภาพ ประชุมสรุปงาน และถอดบทเรียน  โครงการหนุนเสริมกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ  ก้าวต่อไป (Next PLC) 4 จังหวัด
วันที่ 26มีนาคม 2561
 ที่ห้องประชุมเหลืองกระบี่  โรงแรมมาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท  อำเภอเมืองกระบี่   นายบำรุง  ฤทธิรัตน์  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ เป็นประธานเปิดการประชุมสรุปงาน และถอดบทเรียนเกี่ยวกับกระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) : PLC ก้าวต่อไป (Next PLC)    4 จังหวัด ประกอบด้วย  กระบี่  สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนครราชสีมา  เพื่อจัดระบบกลไกการหนุนเสริมในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพในโรงเรียน 3 ประเภท ได้แก่ โรงเรียนต้นแกร่ง (Experience/Excellence) คือ โรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ  โรงเรียนต้นกล้า (Nurture) คือ โรงเรียนที่กำลังสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ  และโรงเรียนตั้งใจเพาะ (New) คือ โรงเรียนใหม่ที่มีความตั้งใจสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ โดยมี  รศ.ดร.บังอร  เสรีรัตน์  พร้อมคณะจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)   เป็นทีมงานเสริมเติมพลัง
 
ทั้งนี้  ในส่วนของจังหวัดกระบี่ เป็นโรงเรียนตั้งใจเพาะทั้ง 11 โรง ประกอบด้วย โรงเรียนอนุบาลกระบี่  บ้านห้วยเสียด  บ้านคลองหิน (อ่าวลึก) บ้านนานอก บ้านหนองจิก บ้านคลองยวน บ้านปากหยา บ้านดินนา เทศบาล 3 (ท่าแดง) โภคาพาณิชย์นุกูล มูลนิธิ และโชคชัยกระบี่    สำหรับ ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ PLC เป็นแนวทางการพัฒนาโรงเรียนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้พลังและวัฒนธรรมการร่วมมือร่วมใจของครู ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สำนักงานเทศบาลนครภูเก็ต  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  สมัชชาการศึกษาจังหวัดนครราชสีมา โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และสภาการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่  มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือมุ่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกัน ที่เริ่มต้นตระหนักรู้ และการพัฒนางาน  ซึ่งการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพในโรงเรียนให้ยั่งยืน ต้องใช้เวลาและทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างความเข้าใจแนวคิด แนวทางในการทำงาน  การฝึกทักษะสำคัญ  การเยี่ยมชมหนุนเสริมเติมพลังการทำงานที่หน้างานและใช้เป็นโอกาสสำคัญในการเติมเต็มความรู้ ทักษะการทำงาน และถอดบทเรียนสู่การทำงานในโอกาสต่อไป รวมถึงการจัดให้มีเวทีหรือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมไปกับการฝึกอบรมระหว่างปฏิบัติงาน (On the job training) โดยเฉพาะการเรียนรู้ร่วมกันกับพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ทางการศึกษาคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ เพื่อช่วยให้ครูสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพได้อย่างยั่งยืน

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล (ส่วนหน้า) เดินทางมาร่วมงานรวมพลคนรู้ใจ พบปะพี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธและมุสลิม อำเภอสุไหงปาดี

ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล (ส่วนหน้า) เดินทางมาร่วมงานรวมพลคนรู้ใจ พบปะพี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธและมุสลิม อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส
           นายภานุ อุทัยรัตน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เป็นประธานงานรวมพลคนรู้ใจ พบปะพี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายจำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล นายธนาธิป พรหมชื่น กำนันตำบลสุไหงปาดี ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ข้าราชการทุกหน่วยงาน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชน ร่วมในงานเป็นจำนวนมาก 
          ซึ่ง นาย ธนาธิป พรหมชื่น กำนันตำบลสุไหงปาดี (กำนันเพื่อน) ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เปิดบ้านพักส่วนตัว จัดกิจกรรมรวมพลคนรู้ใจ พบปะพี่น้องประชาชน และยังจัดข้าวปลาอาหารให้พี่น้องประชาชนในอำเภอสุไหงปาดี และอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดนราธิวาส อาทิ อ.สุไหงโกลก อ.ตากใบ อ.ระแงะ อ.รือเสาะ รวมทั้งพี่น้องจ.ยะลา ปัตตานี สตูล สุราษฎร์ธานี  ได้ร่วมรับประทานอาหาร พบปะพูดคุย สร้างสายใยสัมพันธ์ มิตรภาพระหว่างชาวไทยพุทธมุสลิม 
          นายธรรมรงค์ คงวัดใหม่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้เหมือนการคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ได้เห็นความรักความสามัคคี ของทุกภาคส่วน จึงขอชื่นชมกำนันธนาธิป พหรมชื่น ที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้น 
          ด้านนายจำนัล เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล กล่าวว่า ได้เห็นภาพของพี่น้องที่มีความหลากหลายวัฒนธรรมได้มาอยู่ด้วยกัน ภาพที่ปรากฏ ทั้งการแต่งกาย และอาหารการกินที่นำมาจัดเลี้ยง เป็นการอยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจในอัตลักษณ์ของกันและกัน               
          นายภานุ อุทัยรัตน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลกล่าวว่า ขอชื่นชมแนวทางการจัดกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ของ นาย ธนาธิป พรหมชื่น หรือกำนันเพื่อน ซึ่งเป็นการทำงานของคนในพื้นที่ ผู้นำท้องที่ ซึ่งรู้ปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เชื่อว่า หากภาคประชาชนได้มองเห็นแนวทางการสร้างความสามัคคี ความปรองดอง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในมิติของสังคมชาวบ้าน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน.ความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน               

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง บุกจับมอดไม้ลักลอบตัดไม้บนเขาที่นราธิวาส ยึดของกลางจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง บุกจับมอดไม้ลักลอบตัดไม้บนเขาที่นราธิวาส ยึดของกลางจำนวนมาก
           สืบเนื่องจาก เมื่อ 20 มี.ค.61 แม่ทัพ ภาค 4 ได้อนุมัติให้เฮลีค้อปเตอร์ หน่วยเฉพาะกิจอโณทัย บินตรวจสอบค้นหา ตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย และค้นหาลักลอบแปรรูปไม้ บินตรวจพบหลายจุดบนภูเขาสูง จึงมอบหมายให้ ฉก.ทพ.49 นำกำลังทุกส่วนราชการสนธิกำลัง เข้าพิสูจน์ทราบ ปราบปราม จับกุมผู้ที่ลักลอบตัดไม้ โดยเร่งด่วน  ซึ่งภายหลังได้รับรายงานข่าวว่า มีกลุ่มบุคคลเข้าไปลักลอบตัดไม้และลักลอบแปรรูปไม้จำนวนมาก ในเขตป่าไม้ถาวร และมีการขนย้ายไม้แปรรูปทั้งกลางวันและกลางคืนลงจากป่าไม้สมบูรณ์บนภูเขาสูง ผ่านหมู่บ้านดาฮง ม.๔ ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เแล้วขึ้นรถบรรทุกรถออกนอกพื้นที่ไปส่งให้นายทุน เจ้าหน้าที่จึงร่วมประชุมวางแผนการปฏิบัติงานการเข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.49 โดย ร.อ.อธิการ กองวัฒนศิลป์ รอง เสธ ฉก.ทพ.49 พร้อมกำลังพล 2.เจ้าหน้าที่ ร้อย ทพ.4912 โดย ร.ท.อดุลย์ สามสี พร้อมกำลังพล 3.เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.๑ (กาหลง) โดย นายมะตอเฮ ดะมิแล พนักงานพิทักษ์ป่า พร้อมพวก 4.เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.๓ (ระแงะ-จะแนะ) โดย นายตอปา แซะ พนักงานพิทักษ์ป่า พร้อมพวก 5.เจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส โดย โดย หมู่ใหญ่ วิโรจน์ โทบุรี พร้อมพวก 6.เจ้าหน้าที่.ศปป.๔ (กรมป่าไม้) นายกอเซ็ง หะเล๊าะ 7.เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดย นายมาหามะรอสตี ปาเน๊าะ พนักงานพิทักษ์ป่า พร้อมพวก 8.เจ้าหน้าที่.กขภ.สขว.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า., ฉก.ตชด.๔๔ นำโดย ร.ต.อ.อรุณ กุลกัลยา  
              ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจโดยรถยนต์ไปตามถนนดินในป่าประมาณ 2.ชม.ไปสุดถนนดินที่ กลุ่มบ้านคอลอยง เหนือฝายกั้นน้ำบ้านดาฮง 2 หมู่บ้าน บ.ดาฮง ม.4 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส  
โดยคณะเจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยการชักลากไม้ลงมาจากภูเขาสูงตามที่ได้รับแจ้ง จึงเดินเท้าตามรอยไปกลางป่าเป็นรอยชักลากไปในพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ ประมาณ 2 ชม.ตรวจพบจุดลักลอบตัดไม้ ลักลอบแปรรูปไม้ ดังนี้ 
            จุดที่ 1 ที่กลุ่มบ้านคอลอยง ตรวจพบพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์ถูกทำลายมาแล้ว ประมาณ 1-2 ปี พบร่องรอยต้นไม้มีค่าขนาดกลางและขนาดเล็ก ถูกตัดโค่นด้วยเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ ไม้ขนาดเล็ก ถูกตัดฟันด้วยมีดพร้า สร้างที่พักชั่วคราว จำนวน 2 หลัง โดยมีการปลูกต้นทุเรียนขนาดเล็กบางส่วน คณะเจ้าหน้าที่ตรวจวัดพื้นที่ป่าไม้ถาวร ถูกทำลาย จำนวน 20 ไร่   
             จุดที่ 2 ที่กลุ่มบ้านคอลอยง ตรวจพบต้นไม้ตะเคียนชันตาแมว ขนาดใหญ่ ถูกตัดโค่น 1 ต้น แล้วลักลอบแปรรูปไม้ ไม้แปรรูปจำนวนมาก ถูกขนย้าย ชักลากลงจากภูเขาไปแล้ว คงเหลือไม้บางส่วน คือ ไม้ท่อน ขนาด 190 ซม.ยาว 300 ซม.จำนวน 1 ท่อน .ไม้ซีก ขนาดหนา 55 ซม.กว้าง 80 ซม.จำนวน 1 ท่อน ไม้เหลี่ยม ขนาด 20 ซม.กว้าง 30 ซม.ยาว 400 ซม.จำนวน 1 ชิ้น ไม้แปรรูป ขนาดความหนา 2 ซม.กว้าง 15 ซม.ยาว 400 ซม. จำนวน  12 แผ่น  
            จุดที่ 3 ที่กลุ่มบ้านคอลอยง ตรวจพบต้นไม้ตะเคียนชันตาแมว ขนาดใหญ่ ถูกตัดโค่น 1 ต้น แล้วลักลอบแปรรูปไม้ ไม้แปรรูปจำนวนมาก ถูกขนย้าย ชักลากลงจากภูเขาไปแล้ว คงเหลือไม้บางส่วน และตรวจยึดอุปกรณ์แปรรูปไม้ ดังนี้  ไม้ท่อนขนาดใหญ่ ขนาดโต 400 ซม. ยาว 1,300 ซม. จำนวน 1 ท่อน บาร์เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์  จำนวน 1 อัน  รอกโซ่ ใช้สำหรับดึงไม้ จำนวน 1 ตัว  
           จุดที่ 4 ที่กลุ่มบ้านคอลอยง ตรวจพบต้นไม้ตะเคียนชันตาแมว ขนาดใหญ่ ถูกตัดโค่น 1 ต้น แล้วลักลอบแปรรูปไม้ ไม้แปรรูปจำนวนมาก ถูกขนย้าย ชักลากลงจากภูเขาไปแล้ว คงเหลือไม้บางส่วน ดังนี้  ไม้เหลี่ยม ขนาด 55 ซม.กว้าง 50 ซม.ยาว 190 ซม.จำนวน  ชิ้น ไม้แปรรูป ขนาดความหนา 5 ซม.กว้าง 10 ซม.ยาว 200 ซม.จำนวน 10 ชิ้น ไม้แปรรูป ขนาดความหนา 10 ซม.กว้าง 10 ซม.ยาว 120 ซม.จำนวน 6 ชิ้น
          จุดที่ 5 ที่ เหนือฝายกั้นน้ำบ้านดาฮง ตรวจพบต้นไม้ตะเคียนชันตาแมว ขนาดใหญ่ ถูกตัดโค่นจำนวนมากและพบร่องรอยลักลอบแปรรูปไม้จำนวนหลายจุดตลอดแนวชักลากไม้ในป่า ทุกจุดลักลอบแปรรูปไม้จำนวนมาก ไม้แปรรูปถูกขนย้ายชักลากลงจากภูเขาไปแล้ว คงเหลือไม้บางส่วน ดังนี้ ไม้ท่อน ขนาดโต 350 ซม.ยาว 800 ซม.จำนวน 3 ท่อน ไม้ท่อน ขนาดโต 380 ซม.ยาว 1,200 ซม.จำนวน 1 ท่อน ไม้ท่อน ขนาดโต 390 ซม.ยาว 1,300 ซม.จำนวน 1 ท่อน/ต้น ไม้ท่อน ขนาดโต 350 ซม.ยาว 1,200 ซม.จำนวน 1 ท่อน รวมตรวจพบไม้ตะเคียนชันตาแมว ขนาดใหญ่ถูกตัดโค่นจำนวนมาก ตรวจยึดไม้และของกลาง ไม้ซุ่งท่อนขนาดใหญ่ ผ่าเป็นซีก  จำนวน  8 ท่อน  ไม้ซีก ขนาดใหญ่  จำนวน   ท่อน ไม้เหลี่ยม ขนาดใหญ่  จำนวน  2 ชิ้น ไม้แปรรูป ขนาดใหญ่  จำนวน 28 แผ่น .บาร์เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์   จำนวน 1 อัน รอกโซ่ ใช้สำหรับดึงไม้   จำนวน 1 ตัว

             เจ้าหน้าที่ตรวจไม้ดังกล่าว ทุกตอ ทุกท่อน ทุกชิ้น ทุกแผ่น ไม่พบรอยรูปดวงตราของเจ้าพนักงานป่าไม้ตีประทับแต่อย่างใด เชื่อว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยมิชอบโดยกฎหมาย จึงทำการตรวจยึดไว้ ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ เตรียมขนย้ายต่อไป โดยผู้กระทำความผิดที่ลักลอบตัดไม้ ลักลอบแปปรูปไม้ รู้ตัวก่อนเจ้าหน้าที่ไปถึงจึงหลบหนีไปได้ เนื่องจากอยู่ในป่าลึกบนภูเขาสูง เข้า-ออก พื้นที่ทางถนนเส้นทางเดียวต้องผ่านหมู่บ้านดาฮง และในพื้นที่บนภูเขา จุดตัดต้นไม้ แปรรูปไม้ มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้มีการโทรบอกก่อนเจ้าหน้าที่ไปถึง
เหตุเกิดที่ ในเขตป่าไม้ถาวร มี หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.1 (กาหลง) เป็นหน่วยรับผิดชอบพื้นที่ป่าไม้ ต้นน้ำคลองไอร์ยุง แม่น้ำสายบุรี ท้องที่ กลุ่มบ้านคอลอยง และบริเวณเหนือฝายกั้นน้ำบ้านดาฮง 2  หมู่บ้านดาฮง ม.4 ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส และเป็นพื้นที่ป่าเตรียมการประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
               โดยกล่าหาว่า กลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้ แปรรูปไม้ กระทำความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
 คณะเจ้าหน้าที่มอบหมายให้ จนท.หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ.1 (กาหลง) เฝ้าระวังรักษาไม้ของกลางให้เตรียมการขนย้ายไม้ดังกล่าว และนำเรื่องร้องทุกข์ต่อ พงส.สภ.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป         

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

จนท.นำตัวกับตันเรือ ชลธารา พร้อมนายช่างกลเรือมาทำการสอบ สวนที่สภ.เกาะลันตา จ.กระบี่ หลังเรือไดวิ่งไฟไหม้ กลางทะเล


เจ้าหน้าที่นำตัวกับตันเรือ  ชลธารา พร้อมนายช่างกลเรือมาทำการสอบ  สวนที่สภ.เกาะลันตา จ.กระบี่    หลังเรือไดวิ่งไฟไหม้ กลางทะเลระหว่างเกาะพีพีและเกาะลันตา ลูกเรือและนักท่องเที่ยว36 ชีวิต ขึ้นแพช่วยชีวิตปลอดภัย ไม่มีใคร ได้รับบาดเจ็บก่อนเรือเอกชนเข้าช่วย

 วันที่ 25 มี.ค.61 พ.ต.ท.อรรถพงษ์  แสนใจวุฒิ สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวกระบี่  พร้อมเจ้าหน้าที่เจ้าท่าภูมิภาค สาขากระบี่   พร้อมชุดสืบสวน ส.ทท.3 ฯ นำตัวนายมงคล นิฤนาท อายุ 50 ปี กัปตันเรือ ชลธารา  และนายวิทยา ศรีสวัสดิ์ อายุ 46 นายช่างเครื่อง) เข้าพบ พนักงานสอบสวนสภ.เกาะลันตา จ.กระบี่  หลังนำเรือ  ชลธารา   ซึ่งเป็นเรือไดวิ่งนำนักท่องเที่ยวไปดำน้ำที่ทะเลเกาะลันตา และระหว่างเดินทางกลับมาที่เกาะพีพี บริเวณเกาะห้า ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา เรือเกิดไฟลุกไหม้  ทำให้ลูกเรือและนักท่องเที่ยวต้องหนีเอาชีวิตรอด   เหตุเกิดเมื่อประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา  ก่อนเรือสคูบ้าเน็ต ของเอกชน  เข้าช่วยเหลือนำนักท่องเที่ยวและลูกเรือรวม 36คน ขึ้นเรือและเดินทางกลับไปยัง จ.ภูเก็ต  เมือช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เบื้องต้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ  ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรับตัวกับตันเรือและนายช่างเครื่อง ส่งพนังกานสอบสวน
            นายมงคล ฯ กับตันเรือให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปดำน้ำท่องเที่ยวในทะเลแถบฝั่งอันดามันตั้งแต่ จ.สตูล ตรัง กระบี่ และจะเดินทางกลับไปยัง จ.ภูเก็ต แต่ระหว่างเดินทางกลับจากเกาะลันตา มุ่งหน้าเกาะพีพี มาถึงที่เกิดเหตุข้างเกาะห้า เรือได้เกิดกลุ่มควันและเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ห้องเครื่อง  จึงได้ให้นักท่องเที่ยวระมัดระวัง   จากนั้นได้ปล่อยแพช่วยชีวิต ที่อยู่ประจำเรือและให้นักท่องเที่ยว ลงไปอยู่ในแพดังกล่าว  ซึ่งไม่มีใครลอยคอกลางทะเล  และแจ้งขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ผ่านสถาน จส.100   ก่อนที่เรือเอกชน จะเข้าช่วยเหลือปลอดภัยทุกคน ไม่มีผู้บาดเจ็บ เเพียงทรัพย์สินต่างๆ และเรือได้รับความเสียหายส่วนสาเหตุไฟไหม้ นั้นยังไม่ทราบสาเหตุ  
                 เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะ เข้าข่าย ร่วมกันกระทำการ ประมาท  เป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย  ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำ กับตันเรือและนายช่างเครื่อง รวมทั้ง นักท่องเที่ยว  เพื่อรวบรวมหลักฐาน  และรอการพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสาเหตุเพลิงไหม้เรือต่อไป

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

แม่ทัพภาคที่ 4 ประชุมร่วมกับ ศปก.อ.เบตง จังหวัดยะลา หลังมีการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ และนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาบังคับใช้แทน

แม่ทัพภาคที่ 4 ประชุมร่วมกับ ศปก.อ.เบตง จังหวัดยะลา หลังมีการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ และนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาบังคับใช้แทน 
       (25มี.ค.61 ) พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ลงพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อประชุมร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ระดับอำเภอเบตง หรือ ศปก.อ.เบตง เพื่อติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในพื้นที่ หลังมีการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของพื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา  และนำมาตรการตามพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาบังคับใช้แทน  เพื่อให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหา สอดคล้องยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ได้เข้าร่วมประชุมในนครั้งนี้
พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4  กล่าวว่า การประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของพื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งอำเภอเบตง เป็นอำเภอแรกของเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเบตง มีน้อยมาก ประกอบกับกระแสการท่องเที่ยวเบตงกำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จึงนำมาสู่การยกเลิก พ.ร.ก.ดังกล่าว  และนำมาตรการตามพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาบังคับใช้แทน ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เสนอ เนื่องจากการทำงานในพื้นที่ดังกล่าวผ่านการประเมินผลตามตัวชี้วัดตามแผนการและขั้นตอนตามโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และก็ยังมีการประเมินสำหรับพื้นที่อื่นที่ไม่มีการเกิดเหตุการณ์ เพื่อที่จะยกเลิกในโอกาสต่อไป
     แม่ทัพภาคที่ 4  กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะมาถึงนี้ จะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางไปท่องเที่ยว ณ สถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นจำนวนมาก  จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ ทั้ง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และกำลังประจำถิ่น เพิ่มมาตรการในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยในการเดินทาง ของรถโดยสารประจำทาง และรถทุกประเภท  พร้อมป้องกันปัญหาทางสังคม รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  และขอความร่วมมือผู้ประกอบการ  ไม่ควรฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักในช่วงเทศกาลดังกล่าว และร่วมกันสอดส่องดูแล และเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ พร้อมแจ้งรายงานกับเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบและระงับยับยั้งไม่ให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น  

โยธิน  ปนะชามติรัฐ รายงานจาก อ.เบตง จ.ยะลา
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561

สหกรณ์นราธิวาส จัดกิจกรรม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU ขับเคลื่อนการผลิตปาล์มน้ำมัน เข้าสู่มาตรฐาน RSPO


สหกรณ์นราธิวาส จัดกิจกรรม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU ขับเคลื่อนการผลิตปาล์มน้ำมัน เข้าสู่มาตรฐาน RSPO ตลาดโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันและขับเคลื่อนการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ภายใต้นโยบาย “การตลาด นำการผลิต” แนวทางพลังประชารัฐ

                ณ ห้องประชุมโรงแรงอิมพีเรียล อ.เมืองนราธิวาส รายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU เพื่อขับเคลื่อนการผลิตปาล์มน้ำมันเข้าสู่มาตรฐาน RSPO ตลาดโซ่อุปทานปาล์มน้ำมัน และขับเคลื่อนการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ภายใต้นโยบาย “การตลาด นำการผลิต” แนวทางพลังประชารัฐ โดยมี นายจำนัน เหมือนดำ ผู้แทนพิเศษรัฐบาล (ครม.ส่วนหน้า) ตัวแทน ศอ.บต.ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายยะห์ยา ปะนาฆอ นายอำเภอเมืองนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่นราธิวาส สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันการเงิน (ธนาคาร ธกส.) ธุรกิจภาคเอกชน บริษัท มรกตอินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเสริมสุข จำกัด สถาบันเกษตรกรสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด สหกรณ์ปีเหล็ง จำกัด สหกรณ์ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันนราธิวาส จำกัด กลุ่มลานเทปาล์ม จ.นราธิวาส รวม จำนวน 250 คน เข้าร่วมงาน

               
นายนอร์ดีน เจะแล สหกรณ์ จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ จะทำให้ปาล์มน้ำมันในพื้นที่นราธิวาส จำนวน 32,500 ไร่ เดินเข้าสู่มาตรฐานสินค้าเกษตรในระดับสากล คือ มาตรฐาน RSPO ของประชาคมยุโรป และระยะต่อไปจะเพิ่มการขับเคลื่อนให้ครบทั้งจังหวัดที่มีปาล์มอยู่ ประมาณ 70,000 ไร่ และนอกจากนี้ ตามระบบเกษตรแปลงใหญ่ที่ใช้ “ตลาดนำ การผลิต” โดยสหกรณ์เป็นผู้จัดการแปลงยังสามารถลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกรผ่านการรวมกันจัดหาปุ๋ย การเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งสามารถลดต้นทุนให้เกษตรกรในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยจากการผลัดดันให้เกษตรกรใช้องค์ความรู้ทางวิชาการในการจัดการสวนปาล์มก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไปไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ และชุมชนสหกรณ์ปาล์มน้ำมันชายแดนใต้ จำกัด ยังสามารถรวบรวมผลผลิตมาแปรรูปวันละ ประมาณ 300 ตันทลายหรือปีละ 90,000 ตันทลาย มาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นน้ำมัน CPO สร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกรได้อีกกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ หรือต่อครัวเรือนมีรายได้เพิ่มจากเดิมไม่ต่ำกว่าปีละ 30,000 บาท หรือเกษตรกรในพื้นที่มีรายได้จากอาชีพทำสวนปาล์มเฉลี่ยครัวเรือนละ 350,000 บาท ต่อปี

                สหกรณ์ จ.นราธิวาส ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า การตัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ MOU การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ของปาล์มน้ำมันในพื้นที่ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงบูรณาการในทุกภาคส่วนเพื่อช่วยผลัดดันและสร้างความมั่นใจให้กับชาวเกษตรกรในการพัฒนาพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่ จ.นราธิวาส ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของสำนักสหกรณ์จังหวัดนราธิวาสที่ต้องพัฒนาเกษตรกร โดยแนวทางหนึ่งที่ผลัดดันคือ การกระเพื่องเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันของเกษตรกรในพื้นที่เป็นหลัก โดยในวันนี้ได้เชิญกลุ่มสหกรณ์กลุ่มปาล์มน้ำมันในจังหวัดนราธิวาส รวม 8 สหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์เหล่านี้มีพื้นฐานความเข้มแข็งในการบริการให้กับสมาชิกอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังจะต้องกลับไปพัฒนากระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันในระดับฟาร์มหรือไร่โดยการนำมาตรฐานระดับสากล RSPO ซึ่งจะสามารถยกระดับราคาปาล์มน้ำมันของสมาชิกได้ และยังเป็นการพัฒนาสหกรณ์และรายได้ของสมาชิกนั้นเอง

                ด้านนายมะรอพา ปิยยะปิ รองประธานนิคมสหกรณ์ บาเจาะ จำกัด กล่าวว่า สิ่งที่สมาชิกสหกรณ์ได้รับในวันนี้คือความรู้ด้านวิชาการที่สมาชิกแต่ละคนต้องนำไปใช้ประกอบกับการพัฒนาในอาชีพปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพของปาล์มน้ำมันมีคุณภาพมาตรฐานที่ดี รวมทั้งการปรับปรุงสภาพสวนให้เข้ากับมาตรฐานสากล RSPO และจะได้ขายผลผลิตที่มีราคาสูงขึ้น และอยากจะขอให้ทางการช่วยในเรื่องของพัฒนาสวนปาล์มรวมถึงเรื่องปุ๋ยหรือการดูแลสวนปาล์ม เพื่อให้สมาชิกสามารถยกระดับให้เข้ากับมาตรฐานสากล RSPO ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในกัจจุบัน.

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิาวส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

อบต.ไสไทย มอบวุฒิบัตรแก่นักเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทั้ง4 ศูนย์


นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย มอบวุฒิบัตรแก่นักเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทั้ง4 ศูนย์ และโรงเรียนบ้านไสไทย สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย จำนวน 96 คน ที่จบการศึกษาระดับปฐมวัย ประจำปีการศึกษา 2561
เวลา 08.30 น วันที่ 22 มีนาคม 2561 นายหราบ หง้าฝา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตร ตามโครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก ประจำปีการศึกษา 2561 แก่นักเรียนระดับปฐมวัยที่ผ่านพัฒนาการจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทั้ง 4 ศูนย์ และโรงเรียนบ้านไสไทยสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย จำนวน 96 คน โดยมีนายอาวุธ ไขแสง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย กล่าวรายงาน มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล คณะผู้บริหาร เลขานุการนายกอบต. สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล รองปลัดอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านไสไทย คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียนโรงเรียนบ้านไสไทย และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย ทั้ง 4 ศูนย์ จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วม
โดยมีการกิจกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ผ่านการจัดนิทรรศการ การจัดซุ้มต่างๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และมีกิจกรรมการแสดงออกของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในชื่อชุด ดอกไม้ให้คุณ จากนั้นนางสาวสุกัญญา แก้วเถื่อน นักวิชาการศึกษา ชำนาญการ ขานรายชื่อเด็กที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของเด็ก ขึ้นรับวุฒิบัตร โดยมีนักเรียนโรงเรียนบ้านไสไทย และจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย ทั้ง 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านสวนพริก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านไสไทย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านแหลมโพธิ์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคลองหิน จำนวน 96 คน
จากนั้น นายหราบ หง้าฝา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไสไทย กล่าวให้โอวาท ว่าเด็กปฐมวัย เป็นเด็กวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงห้าปี ซึ่งเป็นเด็กที่อยู่ในช่วงพลังแห่งการเจริญเติบโตงอกงามของชีวิต การจัดการศึกษาปฐมวัยจึงเป็นสาระสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตเด็กเป็นอย่างยิ่ง การจัดการศึกษาเด็กในปฐมวัยจึงต้องดำเนินการให้สามารถตอบสนองธรรมชาติ และความต้องการของเด็กในวัยนี้ จะต้องมองเห็นภาพความสำเร็จในวันนี้และอนาคตข้างหน้าของเด็กและเยาวชน ในการจัดการศึกษา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคข้อมูลข่าวสาร และเด็กปฐมวัยก็เช่นเดียวกัน จะต้องมองให้เห็นภาพรวมของการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยใช้พื้นฐานสังคมไทยและท้องถิ่นตนเอง เพราะลักษณะของแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน จึงควรหันมาใช้ท้องถิ่นตนเองเป็นฐาน ในการจัดการศึกษาปฐมวัย และสิ่งที่ต้องดำเนินการในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ซึ่งมีความหลากหลายของภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร จึงต้องส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยให้ ครอบครัว ผู้ปกครอง ช่วยกันดูแลฝึกฝนบุตรหลานของตนเองให้ใฝ่เรียนรู้และพัฒนาการทางด้านภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพในวันข้างหน้า สามารถอยู่ร่วมกับสังคมโลกได้อย่างมีความสุขต่อไป
ให้ข่าวโดย นางสุจิราภัทร์ ต่างสี ผู้ช่วยเจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์ อบต.ไสไทย
โทร. 075-623402 ต่อ 204

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กระบี่-ปราชญ์ชาวบ้าน คลองท่อม นำคำสอน ศก.พอเพียง 'พ่อหลวง ร.9' มาปรับใช้ เนรมิตที่ดิน 6 ไร่ รวมกลุ่มแปรรูปข้าวไร่

ปราชญ์ชาวบ้าน คลองท่อม นำคำสอน ศก.พอเพียง 'พ่อหลวง ร.9' มาปรับใช้ เนรมิตที่ดิน 6 ไร่ รวมกลุ่มแปรรูปข้าวไร่ อนาคตต่อยอดท่องเที่ยวเชิงเกษตร

วันที่ 25 มี.ค. 61 
 ที่ศูนย์ต้นแบบชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่4 ต.เพหลา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งรวมกลุ่มทำผลิตภัณฑ์ชุมชนตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมีนายอารี ศรีเมือง ประธานกลุ่มข้าวไร่และโรงสีข้าวชุมชนเพหลา นายประสาร เขียวน้อย รองประธานกลุ่มฯ และสมาชิกกลุ่มกว่า 60 คน จากการให้ความสนใจของชาวบ้านและหันมารวมกลุ่มกัน เพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานและสินค้า ผลิตภัณฑ์ชุมชน ตามหลักปรัชญาเกษตรกิจพอเพียง อาทิเช่น ทำข้าวไร่ จมูกข้าว น้ำส้มควันไม้ ไม้กวาด ไอติมสูตรชุมชน ผักปลอดสารพิษ เลี้ยงสัตว์ และสินค้าทางการเกษตรอีกมากมาย โดยได้มีงบประมาณส่วนหนึ่งมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่ทางกลุ่มจะมุ่งเน้นไปที่จมูกข้าวเป็นหลักเนื่องจากจมูกข้าวนั้นมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยทางกลุ่มนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นให้มีคุณค่าและสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชน และเพื่อส่งเสริมด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้ผลิตระดับชุมชนในการทำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาแบบยั่งยืนเพื่อผลักดันให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 

นายอารี ศรีเมือง อายุ 56 ปี บ้านเลขที่ 52/1 ม.9 ต.เพหลา กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนครอบครัวเกษตรพอเพียงกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มแรกของตำบลเพหลา ซึ่งอยากให้ชุมชนรู้จักออม รู้จักประหยัด มีความสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และให้รู้จักทำมาหากิน โดยทางกลุ่มได้นำออกจำหน่ายไปยังเกษตรจังหวัด ตลาดประชารัฐ และตลาดสินค้าทางการเกษตรอีกมากมาย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อเป็นอย่างดี ส่วนการทำไร่นั้นประเด็นแรกคือเพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันรณรงค์ในการรับประทานข้าวสารและอาหารปลอดสารพิษ และสิ่งเหลือใช้จากการเกษตรได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องเช่น รำข้าว แกลบ ปลายข้าว ซึ่งสามรถนำมาแปรรูปเป็นจมูกข้าว ไอติม ปุ๋ยหมัก และนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

นายประสาร เขียวน้อย อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 10/4 ม.4 ต.เพหลา กล่าวว่า ศูนย์ต้นแบบชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่4 ต.เพหลา นั้นเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตสินค้าทางการเกษตร และแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชาวบ้าน โดยยึดหลักปรัชญาเกษตรกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 ซึ่งทำให้ได้มีคณะศึกษาดูงานมาศึกษาทำการวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงตามแบบเกษตรผสมผสานและสินค้าผลิตภัณฑ์ของชุมชนอย่างเรื่อยมา และทางกลุ่มของเราก็จะพยายามกระจายเครือข่ายในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล ให้มีศูนย์การเรียนรู้เพื่อได้แนะนำให้กับชาวบ้านและประชาชนในการทำการเกษตรต่อไป

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว-โฆษณา
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...