• ...

    ...

  • สิงห์ทองออโต้เพนท์

    ศูนย์ซ่อมสีรถและตัวถัง โทร075-817208,081-8942976...

  • โรงเรียนด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์กระบี่

    โรงเรียนด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์กระบี่ โทร 084-7195599 , 075-656132

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

ปราจีนบุรี อบต.ดงกระทงยาม จัดแข่งขันเผาข้าวหลาม (แซ่บ) ในงานประเพณีบุญข้าวหลามของชาวไทยพวน อ.ศรีมหาโพธิ


ปราจีนบุรี อบต.ดงกระทงยาม จัดแข่งขันเผาข้าวหลาม (แซ่บ) ในงานประเพณีบุญข้าวหลามของชาวไทยพวน อ.ศรีมหาโพธิ
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ณ บริเวณลานวัดใหม่ดงกระทงยาม ต.ดงกระทงยาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลดงกระทงยาม โดยนายพิศณุ เข็มเงิน นายก อบต.ดงกระทงยาม ได้จัดให้มีการแข่งขันเผาข้าวหลาม (แซ่บ) ประจำปี 2561 ซึ่งการเผาข้าวหลามเป็นวัฒนธรรมไทยพวน หรือที่รู้จักกันในงาน บุญข้าวหลาม ซึ่งสืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายปี ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่นในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นให้คงอยู่ตลอดไป ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการวัดใหม่ดงกระทงยาม ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่โดยในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก นายพงษ์สิทธิ์ เนิ่องจำนงค์ นายอำเภอศรีมหาโพธิ มาเป็นประธานเปิดงาน
สำหรับการแข่งขันเผาข้าวหลาม (แซ่บ) ในครั้งนี้ มีตัวแทนจากหมู่บ้านเข้าร่วมการแข่งขันถึง 14 หมู่บ้าน โดยที่แต่ละหมู่บ้านจะต้องเตรียมอุปกรณ์ ทั้งหมดมาเข้าสู่กระบวนการเผาข้าวหลามตั้งแต่การจัดหากระบอกไม้ไผ่ ข้าวเหนียวมากรอกและเผาในด้วยลีลาสนุกสนานแต่แฝงไว้ด้วยความอร่อยของข้าวหลาม ภายหลังการเผาเสร็จเรียบร้อย ข้าวหลามทั้งหมดที่ทั้ง 14 หมู่บ้าน ร่วมกันเผา จะนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ ตามวัดต่างๆเพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพชนที่ล่วงลับ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งเป็น
การปฏิบัติสืบมาช้านานของชาวไทยพวน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีหนึ่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งผลการประกวดในครั้งนี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านท้ายดง คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองเป็นแชม์ในปี 2561 นี้

ชนพล ติบรรณ์ รายงาน


-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขโรงพยาบาลสุขภาพตำบลสากอ เร่งฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายป้องกันไข้เลือดออก หลังฝนตกต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขโรงพยาบาลสุขภาพตำบลสากอ เร่งฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายป้องกันไข้เลือดออก หลังฝนตกต่อเนื่อง พบไข้เลือดออกเริ่มแพร่ระบาดในหลายพื้นที่หมู่บ้าน
            วันที่ 31 ม.ค 61 นางจิรนัน อังคารวัลย์ หัวหน้าโรงพยาบาลสุขภาพตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส  เปิดเผยว่า หลังฝนได้ตกติดต่อกันมาหลายวัน ทางเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขโรงพยาบาลสุขภาพตำบลสากอ ได้นำเครื่องฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงลาย ออกฉีดพ่นตามแหล่งที่เป็นที่อยู่อาศัยของยุงลาย ในบ้าน บริเวณบ้าน และแหล่งที่มีน้ำกักขัง  ซึ่งเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อไข้เลือดออกในพื้นที่ทั้ง 12 หมู่บ้าน ของตำบลสากอ เพื่อเป็นการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก  

           นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน หรือ อสม.เข้าไปให้คำแนะนำ กับประชาชน เพื่อให้ประชาชน มีความรู้ ความเข้าใจในการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ถูกวิธี อย่างเหมาะสม และเป็นแกนนำให้ประชาชนเกิดพฤติกรรมในการทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ                  

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการพัฒนาระบบส่งนครหลวงและปริมณฑล พร้อมคณะตรวจเยี่ยมงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางปะกง


ตรวจเยี่ยมงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางปะกง
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 นายประวิทย์ เลิศโกวิทย์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาระบบส่งนครหลวงและปริมณฑล นายชัยโรจน์ ปานพรหมมินทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการพัฒนาระบบส่งนครหลวงและปริมณฑล พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางปะกง (แห่งใหม่) โดยมีนายจตุพร ยืนยงค์ หัวหน้าหน่วยก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงปริมณฑล พร้อมผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องและผู้ควบคุมงานให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน หลังจากนั้นได้เดินทางตรวจเยี่ยมงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงฉะเชิงเทรา 2 โดยมีนายสุนาท เธียรหิรัญ หัวหน้าหมวดโยธาสถานีไฟฟ้าแรงสูงนครหลวง โครงการพัฒนาระบบส่งนครหลวงและปริมณฑล ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ เมื่องานดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบส่งไฟฟ้าในเขตภาคตะวันออก เพื่อรองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และธุรกิจการท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กฟผ.สรุปผลการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการ FSRU จ.สมุทรปราการ


กฟผ.สรุปผลการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1
โครงการ FSRU จ.สมุทรปราการ
กฟผ. สรุปผลการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการ FSRU ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการที่โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติฯ แนวท่อบนบกพาดผ่าน ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาฯ
ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ (ชพฟช.) ได้สรุปผลการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำ (Floating Storage and Regasification: FSRU) บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน โครงการท่าเทียบเรือ FSRU และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจาก FSRU ไปยังโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ร่วมกับบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด บริษัทที่ปรึกษาในการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคจากเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการสำหรับเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการในอนาคต
สำหรับการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 ได้มีหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังรายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา EIA พร้อมร่วมให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการและการวางแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเป็นจำนวนมาก และได้แสดงความคิดเห็นและข้อห่วงกังวล หลานเรื่อง เช่น เหตุผลและความจำเป็นของโครงการฯ ซึ่งดำเนินการโดย กฟผ. การคัดเลือกและกำหนดที่ตั้งโครงการทั้งบนบกและในทะเล การดำเนินงานด้านสังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม สิทธิประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ ด้านความปลอดภัย ทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ แนวทางชดเชยและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบตลอดแนวท่อบนบก แนวท่อในทะเล และจุดขึ้นท่อ และ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและร่างรายงานให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบอย่างทั่วถึง ซึ่ง กฟผ. จะนำข้อห่วงกังวลมาพิจารณาเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
ทั้งนี้ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติฯ แนวท่อบนบก จะพาดผ่าน 15 ตำบล ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี และอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และเพื่อให้การจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยสำนักงานคุ้มครองพยาน จัดโครงการบูรณาการ หน่วยงานความมั่งคงและหน่วยบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับภารกิจคุ้มครองพยาน(มีคลิป)

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยสำนักงานคุ้มครองพยาน จัดโครงการบูรณาการ หน่วยงานความมั่งคงและหน่วยบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับภารกิจคุ้มครองพยาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านคดีในพื้นที่ จชต.ด้านที่ปรึกษากรมคุ้มครองทธิและเสรีภาพ ยันสามารถดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาได้มากขึ้น หลังพยานมีความมั่นใจในความปลอดภัย 
         ณ.โรงแรมตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส นายไฟฑูรย์ สว่างกมล ที่ปรึกษากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานในพิธีในโครงการบูรณาการ หน่วยงานความมั่งคงและหน่วยบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับภารกิจคุ้มครองพยาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านคดีในพื้นที่ จชต. ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย จำนวน120คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (ปกครอง ตำรวจ ทหาร ) เจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนในพื้นที่ จชต.
 สำหรับโครงการดำกล่าว ได้จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความมั่งคง ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ จชต. ได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับภารกิจการคุ้มครองพยานในคดีความมั่นคงและให้เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่มีความรู้เรื่องระบบการคุ้มครองพยาน ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนที่ได้รู้เห็นการกระทำความผิด กล้าที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐในฐานะเป็นพยานในคดีความมั่งคง และ เพื่อให้หน่วยความมั่งคงทราบถึงภารกิจ แนวทางปฎิบัติและการบุรณการการคุ้มครองพยานตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในพื้นที่ จชต.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
            ทั้งนี้ สำนักงานคุ้มครองพยานกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ คาดหวังว่าการจัดโครงการในครั้งนี้จะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและปฎิบัติงานในพื้นที่ จชต.มีความรู้เกี่ยวกับภารกิจด้านคุ้มครองพยาน นำไปสู่การถ่ายทอดและประชาชนในพื้นที่มีความเชื้อมั่งในกระบวนการคุ้มครองความปลอดภัยของรัฐร่วมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบุรณการดำเนินงานร่วมกันในภารกิจการคุ้มครองพรานในคดีความมั่งคงให้มีความประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ จชต.มีความเชื้อมั่นในกระบวนการยุติธรรม อันจะนำไปสู่การลบความรุนแรงในพื้นที่ให้เกิดความสันติสุขทางสังคมอย่างมั่นคงและยันยืนต่อไป
 นายไพฑูรย์ สว่างกมล ที่ปรึกษากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า การคุ้มครองพยานในคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงแรกๆนั้น ผู้ที่จะให้การเป็นพยานในคดีอาญาอาจจะยังไม่มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยกระทรวงยุติธรรมได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องของการคุ้มครองพยานในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทางรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้มีการพัฒนาคดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ จชต.จึงทำให้ ณ วันนี้พี่น้องประชาชนที่เห็นเหตุการณ์มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยที่มากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่มาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนหรือพยาน โดยนอกจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมแล้ว ยังมีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ทั้งศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่รวมทั้งกรมการปกครอง ซึ่งหลายฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีว่า ณ วันนี้พยานเกิดความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากตามสิทธิการคุ้มครองของพยานนั้นกฏหมายกำหนดไว้ให้การดูแลเป็นอย่างดี และให้ความมั่นใจด้วยว่า หลังจากที่มาเป็นพยานแล้วและเมื่อออกจากโครงการไปแล้วก็ยังมีรูปแบบและวิธีการดูแลเขาต่อไปอีกด้วย ในกรณีที่เขาไม่สามารถกลับเข้ามายังพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหาที่อยู่ที่ทำกิน ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็จะดูแลในเรื่องนี้ ในส่วนเรื่องสิทธิการใช้จ่ายหลังจากที่เข้ามาในโครงการแล้ว กรณีที่พยานจะต้องฝึกอาชีพเพื่อการดำรงชีพต่อไปนั้นทางกรมจะดูแลในเรื่อนี้ด้วย โดยสามารถมีเงินก้อนไปทำมาหากินตามปกติสุข ซึ่ง 6 เดือนที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่เองก็มีความชัดเจนมากขึ้นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไปในทิศทางที่ดี
 ส่วนปัญหาอุปสรรคในการทำงานนั้น เราจะทำอย่างไรที่จะไปสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นให้พยานมีความรู้สึกว่า ถ้ามาเป็นพยานแล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐเขาจะดูแลความปลอดภัยที่ดี โดยเราไม่ได้ดูแลเฉพาะที่พยานเพียงอย่างเดียว แต่เราจะดูแลไปถึงครอบครัว คนใกล้ชิด ซึ่งภาหากมีภัยอันตรายไปด้วยแล้ว กฎหมายต้องดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไปได้ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องพยายามสื่อสารสร้างความเข้าใจให้มาก และจะทำให้พยานมีความกล้า สามารถสางคดีความมั่นคงไปสู่การออกหมายเรียก หมายจับเป็น 100 คดี มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะทำให้คนที่กระทำความผิดควรจะถูกลงโทษทางกฏหมายได้มากขึ้น.

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธร กะลุวอเหนือจัดกิจกรรมสานรัก สานสัมพันธ์เด็ก ผู้ปกครองและชุมชน

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธร กะลุวอเหนือจัดกิจกรรมสานรัก สานสัมพันธ์เด็ก ผู้ปกครองและชุมชน

นายอัสมีรี แวเด็ง นายกเทศมนตรีตำบลกะลุวอเหนือ เป็นประธานในพิธี โครงการสานรัก สานสัมพันธ์เด็ก ผู้ปกครองและชุมชน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธร ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย ข้าราชการ ครู เด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 250 คน ซึ่งภายในงานมีการแสดงของเด็กๆ ผู้ปกครองได้ร่วมกิจกรรมกับเด็ก เช่าวิ่งผลัดลูกโป่ง ร้อยลูกปัด เป็นต้น และมีการจับของขวัญแจกของรางวัลพิเศษ ที่ได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้ใหญ่ใจดีและหน่วยงานต่างๆ มีการประกวดเด็กสุขภาพฟันดี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของเด็กและเยาวชน เริ่มต้นตั้งแต่ครรภ์มารดา ตามพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ในกิจกรรมนอกจากการแสดงแล้ว หลังจากนั้นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสิรินธรยังมีการเลี้ยงอาหารเด็กและผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ปัจจัยที่ทำให้การเรียนในโรงเรียนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพประการสำคัญ คือ ความร่วมมือประสานประโยชน์ระหว่าง เด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน ซึ่งประกอบด้วยครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร เพื่อที่ทุกฝ่ายได้มีโอกาสระดมความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสนอความคิดหาแนวทางพัฒนา ระดมทรัพยากรเพื่อปรับปรุงและพัฒนากิจการของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน เป็นการทำงานแบบประสานประโยชน์ มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เกิดความรัก ความสามัคคี ร่วมภาคภูมิใจในผลของความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือ ร่วมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของสถานศึกษาร่วมกัน โรงเรียนเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงจัดทำโครงการสานรักสานสัมพันธ์ เด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน

นายอัสมีรี แวเด็ง นายกเทศมนตรีตำบลกะลุวอเหนือ กล่าวว่า เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน สร้างเครือข่ายร่วมพัฒนาสถานศึกษาและเป็นการระดมทรัพยากร ทางการศึกษา ประกอบด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการห้องเรียน ชมรมผู้ปกครองและครูในการสร้างความตระหนักในบทบาทหน้าที่ ร่วมคิด ร่วมพัฒนา ร่วมรับผิดชอบและร่วมภาคภูมิใจในการร่วมพัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนมีคุณภาพ ส่งเสริมภารกิจของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการพัฒนา คณะบุคคลและสถานศึกษาสู่คุณภาพที่คาดหวัง

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กฟผ. ยกเสาเอกโครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าเขตนครหลวง


กฟผ. ยกเสาเอกโครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าเขตนครหลวง
กฟผ. ยกเสาเอกโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าเขตนครหลวง รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2562
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 นายกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รองผู้ว่าพัฒนาโรงไฟฟ้า (รวพฟ.) เป็นประธานในพิธียกเสาเอกโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 โดยมี นายชัยรัตน์ เกตุเงิน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 (อค-ทต.) Mr.Markus Lorenzini CEO of Siemens Limited Mr.Christian Bergmann Head of Project Execution Siemens AG และ Mr.Soji Sakai President of Marubeni Thailand Company Limited ผู้แทนบริษัท ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ร่วมพิธี ณ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
นายกฎชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร รวพฟ. กล่าวว่า พิธีในวันนี้เป็นการยกเสาเอกของอาคารกังหัน ชุดที่ 1 (Turbine Hall of Train no.1) ของโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 ซึ่งงานก่อสร้างโครงการแต่ละส่วนมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ด้วยความร่วมมือและสนับสนุนจากผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนฝ่ายต่าง ๆ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และบริษัทคู่สัญญา ในการดำเนินงานโครงการ ทั้งงานก่อสร้าง งานเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และงานชุมชนสัมพันธ์ โดยคาดว่าโครงการจะสำเร็จแผนและสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนด เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงระบบไฟฟ้าของประเทศ
นายชัยรัตน์ เกตุเงิน อค-ทต. กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 1 บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 โดย กฟผ. ได้ลงนามสัญญาจ้างกับกิจการร่วมค้า Siemens AG, Siemens Limited และ Marubeni Corporation สร้างขึ้นเพื่อทดแทนกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ เครื่องที่ 1-5 ซึ่งมีกำหนดปลดออกจากระบบทั้งหมดในปี 2561 โรงไฟฟ้าใหม่นี้ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแบบเพลาเดียว มีขนาดกำลังผลิตสุทธิ 1,234.3 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง ตั้งอยู่บริเวณตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ปัจจุบัน เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าและการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในเขตนครหลวง ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่มีความสำคัญและมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพสูงขึ้น และพร้อมจ่ายไฟฟ้าได้ทุกช่วงเวลา โดยใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่กระทบต้นทุนค่าไฟฟ้า เป็นมิตรกับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม2


-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว

ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์ 
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสตูลร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ของสหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสตูลร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ของสหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด
          วันนี้ 31 ม.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 ม.ค.61 ที่ สหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด นายนาวี  หะยีดอเลาะ สหกรณ์จังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ของสหกรณ์การเกษตรควนโดน จำกัด อ.ควนโดน จ.สตูล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สหกรณ์ และผู้แทนสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดสตูล ทั้งนี้ นายอะซิซัล เหมสลาหมาด ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์การเกษตรควนโดน ได้ชี้แจงรายละเอียดงบการเงินซึ่งปีนี้สหกรณ์มีกำไรสุทธิ 2,570,348.69 บาท และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับงบการเงินของสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ได้เข้าใจ และรับทราบถึงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา และกิจกรรมหลังจากประชุมเส็จมีการมอบรางวัลให้กับสมาชิกที่ผ่อนชำระดีเด่น และมียอดหุ่นดีเด่นทั้งนี้ยังมีการมอบรางวัลใหญ่ให้กับสามาชิกถึง 3 รางวัลคือสร้อยคอทองคำ 3 รางวัล และยังมอบรางวัลอื่น ๆอีกมากมายทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมต่างตื่นเต้น
         นายนาวี  หะยีดอเลาะ สหกรณ์จังหวัดสตูล กล่าวว่าในส่วนของสหกรณ์จังหวัดได้เข้าไปดูแลและส่งเสริมสหกรณ์และมีนโยบายส่งเสริมตามนโยบายของรัฐบาลเช่นโครงการเกษตรแปลงใหญ่และเกษตรอินทรีแต่นโยบายทั้งหมดต้องผ่านสหกรณ์พื้นที่เพื่อเป้าหมายของสมาชิกและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการเข้าประชุมของสมาชิกทำให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในทุก ๆ ปี และความสำเร็จของสหกรณ์ สหกรณ์แห่นี้จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว สามารถยืนยัดได้ด้วยตัวเองและเป็นองค์กรที่มีศักยภาพพอเพียงที่จะยอมรับมาตรการของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผ่านทางสถาบันเกษตรกรได้ อำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกทั้งทางด้านการพัฒนาการผลิต การตลาด ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ดังนั้นขอให้ทุกท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของสหกรณ์และความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้เป็นสหกรณ์มีความเข็มแข็งต่อไป
         ด้านนายอดุลย์ หลีเส็น ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรควนโดน  กล่าวว่าระบบสหกรณ์บริหารกัน 3 ฝ่ายในการดำเนินงาน คือสมาชิก สหกรณ์ คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการสหกรณ์จะเป็นหัวเรือในการดำเนินงาน ทั้ง 3 ฝ่ายจะขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้โดยเฉพาะสมาชิกและการสมัครสมาชิกใหม่สิ่งแรกที่ทำต้องตรวจสอบประวัติสมาชิก และคณะกรรมการต้องเป็นบุคคลที่เสียสละ และฝ่ายจัดการคือเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้และรักในระบบสหกรณ์และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลักธรรมาภิบาลการบริหารจัดการโดยคำนึงถึงประโยช์ของสมาชิกสูงสุดและมีค่าตอบแทนเป็นสินน้ำใจให้กับสมาชิกในกลุ่มทำให้สมาชิกมีความเชื่อถือในหลักการของสหกรณ์เพราะเป็นหัวใจสำคัญ การบริหารสหกรณ์ที่สำคัญคือบริหารแบบขั้นบันไดการมีหัวใจที่เป็นนักสหกรณ์จริง ๆ และให้คำนึงถึงเศรฐกิจปัจจุบันควบคู่ไปด้วยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
         นายอรรถชาติ ดาวเดือน อายุ 59 ปี สมาชิกสหกรณ์ กล่าวว่าจากการสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ทำให้เขามีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและทางสหกรณ์ได้ช่วยเขาได้มากช่วยเรื่องการเป็นอยู่และช่วยหาวัสดุอุปกรณ์ในการกเษตรและทุกปีตนมารุ่นรางวัลด้วยความตื่นเต้นมากทุกปีเพราะทางสหกรณ์จะมีรางวันแจกแก่สมาชิกเยอะมาก
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

แถลงข่าวครบรอบสถาปนา 13 ปี ม.นราธิวาสราชนครินทร์ การศึกษาคู่ชายแดนใต้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

แถลงข่าวครบรอบสถาปนา 13 ปี ม.นราธิวาสราชนครินทร์ การศึกษาคู่ชายแดนใต้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

             ที่ห้องนราทัศน์  โรงแรมอิมพีเรียล อ.เมืองนราธิวาส  มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  จัดแถลงความก้าวหน้าในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์สู่แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น และการศึกษาชายแดนใต้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงอาณาจักรแห่งการศึกษาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดย ผศ.ดร.จงรัก พลาศัย  นายกสภามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  พล.ร.ต.สมเกียรติ  ผลประยูร  รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รสสุคนธ์  แสงมณี   อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 

            โดยในงานครั้งนี้มีทั้งหัวหน้าส่วนราชการ  ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมรับฟังความก้าวหน้าการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์  ซึ่งตลอดระยะเวลา   13 ปี ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 7 คณะประกอบด้วย คณะเกษตรศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์  คณะวิทยาการจัดการ  คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  คณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะศิลปะศาสตร์  และวิทยาลัย อีก 3 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยการอาชีพตากใบ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส และอีก 1 สถาบัน คือสถาบันอิสลามและอาหรับศึกษา​  ทั้งนี้ในเวทีเสวนามีการกล่าวถึงมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ถือเป็นแบบอย่างของมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่ 13 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีความเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศไทย สร้างนักศึกษาให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยเฉพาะภาควิชาเกษตรซึ่งถือเป็นภาคที่เข้ามาพัฒนา ต่อยอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชน เพื่อนำไปใช้ ไปพัฒนาให้พื้นที่มีความยั่งยืนต่อไป

     อย่างไรก็ตามเนื่องจากครบรอบสถาปนา 13 ปี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ทางมหาวิทยาลัยกำหนดจัดงาน PNU Fair 2018 ครบรอบ 13 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างวันที่ 5 – 9 กุมภาพันธ์ 2561 โดยจะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561  ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

การจัด ค.1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ราบรื่น ชาวกระบี่เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นกว่า 2,500 คน

การจัด ค.1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ราบรื่น
มีชาวกระบี่สนใจเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นกว่า 2,500 คน

ผู้จัดขอขอบคุณชาวกระบี่ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังและนำเสนอความคิดเห็นหลากหลายมุมมองในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น ค.1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) กว่า 2,500 คน ซึ่งข้อคิดเห็นทั้งหมด บริษัท แอร์เซฟ จำกัด จะนำไปกำหนดขอบเขต และหามาตรการป้องกันและแก้ไขตามที่ประชาชนห่วงกังวล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งต่อไป

 (28 มกราคม 2561) นางมีนา พิทยโสภณกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอร์เซฟ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ขอขอบคุณชาวกระบี่ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟัง แสดงความคิดเห็นและข้อวิตกกังวล รวมทั้งสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ในเวทีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping หรือ ค.1) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่เวลา 13.00 - 17.00 น. ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีชาวกระบี่และผู้สนใจทุกภาคส่วนเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวน 2,630 คน โดยมีผู้แจ้งแสดงความคิดเห็นด้วยวาจา จำนวน 57 คน

สำหรับประชาชนที่ร่วมนำเสนอความคิดเห็นบนเวที ส่วนใหญ่เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อห่วงกังวลต่อการขยายเขตของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจและวิถีชีวิตของชุมชน และด้านการสื่อสารข้อมูลโครงการควรบอกทั้งข้อดีและข้อด้อยไปพร้อมกัน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลรอบด้านในการตัดสินใจ เป็นต้น โดยข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งหมด บริษัท แอร์เซฟ จำกัด จะนำไปกำหนดขอบเขตและหามาตรการเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ทั้ง 4 ตำบล ได้แก่ ต.คลองขนาน ต.ปกาสัย ต.คลองท่อมใต้ และ ต.โคกยาง และหลังจากนี้จะเป็นการทำ ค.2 (Public Screening) โดยการลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์และพูดคุยกับกลุ่มประชาชนในพื้นที่ศึกษาอย่างใกล้ชิด หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการทบทวนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรายงาน EHIA หรือ ค.3 (Public Review) ต่อไป

ด้านว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ขอขอบคุณชาวกระบี่ที่ให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรายงาน EHIA ตั้งแต่ต้น ที่มารับฟังและร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งข้อคิดเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดย กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษาจะนำไปกำหนดกรอบการจัดทำแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำ ค.2 และ ค.3 เพื่อให้การจัดทำรายงานมีความถูกต้องครบถ้วน และเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง ครอบคลุมทุกข้อห่วงกังวลอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กฟผ. มุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อให้โรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่าง เป็นมิตรอย่างแท้จริง ชุมชนโดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประชาชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ที่ บริการธุรกิจตอบรับทางไปรษณีย์ หรือติดต่อ คุณณัฏฐิดา ประดับ บริษัท แอร์เซฟ จำกัด 235/14 ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240 โทรศัพท์ 02-540-0055 และ 089-793-8090 โทรสาร 02-917-0020 ไปรษณีย์ หรือ อีเมล์ as.public.consult@gmail.com ภายใน 15 วันหลังจากวันที่รับฟังความคิดเห็นฯ จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561

-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส กับการนำร่องต่อยอดผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม สู่สินค้าระดับพรีเมี่ยม

วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส กับการนำร่องต่อยอดผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม สู่สินค้าระดับพรีเมี่ยม
วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส หน่วยจัดการศึกษาอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการทำผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม ระหว่างวันที่ 27 – 28 มกราคม 2561 ณ ศูนย์ชาเจ๊ะเหม ม.3 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้เข้าอบรมทั้งสิ้น 38 คนซึ่งได้วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำสบู่มาสอนกลุ่มสตรี
นายยุทธนา พรหมณี ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสได้กล่าวว่า “จากการที่บุคลากรวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส ได้สำรวจพื้นที่และพบกับกลุ่มสตรีบ้านเจ๊ะเหม ม.3 ต.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส พบว่าพื้นที่ตำบลแว้ง มีชาพื้นเมืองที่มีชื่อว่าชาเจ๊ะเหม ซึ่งเป็นชาที่มีสรรพคุณในด้านการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผู้ที่บริโภคมีผิวพรรณที่สดใส และกลุ่มสตรีได้ผลิตชาเจ๊ะเหมเป็นอาชีพเสริมแต่จำหน่ายในพื้นที่สร้างรายได้กับรายรับไม่สอดคล้องกันและมีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวนั้นก็คือชาเจ๊ะเหม ด้วยเหตุนี้วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส จึงลงไปส่งเสริมให้ความรู้ในการแปรูปผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม ซึงเป็นผลผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นและตั้งเป้าในการพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์ชาเจ๊ะเหม จากผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยนต่อไป โดยมีเป้าหมายขยายตลาดไปถึงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียในอนาคตแนใกล้นี้
ด้านนายสาคร ปานจีน หัวหน้าหน่วยจัดการศึกษาอำเภอสุไหงโก-ลก/ผู้รับผิดชอบโครงการได้กล่าวว่า “การดำเนินการจัดโครงการในครั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมของกลุ่มสตรีที่มีอยู่เดิมให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยใช้วัตถุดิบที่อยู่ในชุมชนเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อให้กลุ่มสตรีมีความรู้ความสามรถในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหมให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม”
การอบรมเชิงปฏิบัติการการทำผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม ได้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ระหว่างวันที่ 27-28 มกราคม 2561 เป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์สบู่จากชาเจ๊ะเหม และวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2561 จะเป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์สครับขัดผิวจากชาเจ๊ะเหม ซึ่งนอกจากการแปรรูปชาเจ๊ะเหมวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสจะมีต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่นๆต่อไปเพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงต่อไป                           
 ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

กระบี่-เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียชายวัย 61 ปีเดินทางมาเที่ยวเกาะห้องเกิดเป็นลมขณะเดินเล่นชายหาด

เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียชายวัย 61 ปีเดินทางมาเที่ยวเกาะห้องเกิดเป็นลมขณะเดินเล่นชายหาดทางเจ้าหน้าที่เร่งส่งโรงพยาบาลกระบี่แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
 วันที่ 28 มกราคม 2561
 นายวีระศักดิ์  ศรีสัจจัง  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ีได้รับแจ้งจาก นายจำเป็น ผอมภักดีหัวหน้า หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ทบ. 1 เกาะห้อง  อช.อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ว่าได้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชายชาวรัสเซียอายุ 61 ปีได้เดินเล่นกับภรรยาอยู่ที่ชายหาดเกิดเเป็นลมล้มลงหมดสติที่ชายหาด  ทางคณะเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ และนักท่องเที่ยวจึงรีบช่วยเหลือทำการ CPR ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรีบนำขึ้นเรือสปีดโบ๊ทของบริษัทเอแอลพีภูเก็ตซึ่งเป็นเรือนำนักท่องเที่ยวจากจังหวัดภูเก็ต  มายังเกาะห้อง  จังหวัดกระบี่โดยเป็นลูกค้าที่เดินทางมากับเรือลำดังกล่าวได้นำส่งโรงพยาบาลกระบี่ และโดยได้ประสานไปยังสายด่วน 1669 และได้จัดรถกู้ชีพฉุกเฉิน  ของโรงพยาบาลกระบี่มารับที่ชายหาดเกาะกวางหน้าโรงแรมโซฟิเทลตำบลหนองทะเล  อำเภอเมืองกระบี่  นำตัวผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลกระบี่เวลา 13 . 45 น แพทย์ทำการช่วยเหลือชีวิตจนถึงเวลา 14.30 นาที่รสบชื่อคือ ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวได้เสียชีวิตแล้ว โดยมีภรรยาอยู่ด้วย ซึ่งทางศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดกระบี่ จัดหาล่ามที่สามารถพูดภาษารัสเซีย เพื่อช่วยเหลือต่อไป....
ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

สตูล สุดซึ่ง พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว ผบ.ร.5 พัน.2 และสมาคมแม่บ้าน ทบ.สาขา ทภ.4 มอบเงินช่วยเหลือ เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ

สตูล  สุดซึ่ง พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว ผบ.ร.5 พัน.2 และสมาคมแม่บ้าน ทบ.สาขา ทภ.4 มอบเงินช่วยเหลือ เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจบุตรของกำลังพลที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ
         วันนี้ 29 ม.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ม.ค.61ที่ผ่านมา พ.อ.นิคม ทองอินทร์แก้ว ผบ.ร.5 พัน.2 และ คุณพวงผกา ทองอินทร์แก้ว ประธานชมรมแม่บ้าน ทบ.สาขา ร.5 พัน.2 ร่วมให้การต้อนรับ คุณพาลินี นาควานิช ประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ.สาขา ทภ.4 และคณะ ในโอกาสที่มาตรวจเยี่ยมติดตามผลการปฏิบัติงานของชมรมแม่บ้าน ทบ.สาขา ร.5 พัน.2  และมอบเงินสนับสนุนชมรมแม่บ้านฯ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยฯ รวมถึงเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลงาน และชมรมแม่บ้านฯ ได้มอบกระเช้าของขวัญเพื่อแสดงความขอบคุณ ในโอกาสเดียวกัน คุณพวงผกา ทองอินทร์แก้ว และ คุณพาลินี นาควานิช และคณะ ร่วมมอบสิ่งของช่วยเหลือให้กับ บุตรกำลังพลที่มีความต้องการพิเศษ โดยบิดาเป็นผู้รับมอบ ณ ค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ ต.คลองขุด อ.เมืองสตูล จ.สตูล และบุตรของกำลังพลที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ คือ ด.ช.นฤพัธน์ ตาเดอิน อายุ 13 ขวบ ที่ป่วยด้วยโรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ นอนติดเตียงมาเป็นเวลา 6 ปี เป็นบุตรชายของ จ.ส.อ.อนุชิต ตาเดอิน กำลังพลของหน่วย ร.5 พัน.2 ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของหน่วยฯ พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือ เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ ณ บ้านเลขที่ 136 ม.4 ต.ควนโดน อ.ควนโดน จ.สตูล
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

สตูล เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและการนำเสนอรูปแบบโครงการถนนสะพานสตูล-เปอร์ลิส ( กลุ่มย่อยครั้งที่1 )

สตูล เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและการนำเสนอรูปแบบโครงการถนนสะพานสตูล-เปอร์ลิส ( กลุ่มย่อยครั้งที่1 ) พบชาวบ้านส่วนใหญ่ให้การยอมรับ
         วันนี้ 29 ม.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 26 ม.ค.61  เมื่อเวลา 14.00 น.นายสุวรรณ ช่วยนุกูล นายอำเภอเมืองสตูล เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมและมีคณะทำงานจาก ม.อ.นำโดย ดร.วิวัฒน์ สุทธิวิภากร ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ นายพิเศษ เสนาวงศ์ คณะทำงานด้าน ปชส. ดร.พีทักษ์สิทธ์ ชีวรัฐพัฒน์  นายพิสิฐ ศรีวรานันท์ วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมทางหลวงชนบท นายรักชาติ บุหงาชาติ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทสตูล และคณะที่ปรึกษาจากบริษัท ซี คอนซัลท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัทซีวิลดีไซน์แอนด์คอนซัลแต้นส์ จำกัด ลงพื้นที่ณ ห้องประชุมศูนย์สุขภาพประจำตำบลปูยู  อ.เมือง จ.สตูล เพื่อประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ( กลุ่มย่อยครั้งที่1 )  โครงการถนนสะพานสตูล-เปอร์ลิส โดยทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน หน่วยงาน และองค์กรระดับต่างๆ รับทราบถึงผลการศึกษาด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงผลการศึกษาด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พร้อมทั้งให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ มีประชาชนในชุมชนเกาะปูยู ทั้ง3 ม.บ้าน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการฯ ดังกล่าว
        แนวทางเลือกทที่ 1 แนวเส้นทางเริ่มต้นจากทางหลวงหมายเลข 406 บริเวณท่าเรือตำมะลังสู่เกาะปูยูบริเวณ กม.5 + 030 โดยจุดขึ้นเกาะจะอยู่บริเวณบ้านหัวแลม โดยมีระยะทางบนเกาะ 442 เมตร จากนั้นแนวเส้นทางจะอยู่ในทะเล บริวณ กม.13 + 625 เส้นทางจะขึ้นฝั่งบริเวณบูกิ๊ตปูเต๊ะ และมุ่งสู่ชายแดนไทย / มาเลเซีย รวมระยะทางทั้งสิ้น 14.901 กิโลเมตร   แนวทางเลือกที่ 2 แนวเส้นทางมีจุดเริ่มต้นโครงการจุดเดียวกับแนวทางเลือกที่ 1 บริเวณปลายทางหลวง 406 โดยเส้นทางผ่านหัวเกาะปูยูใกล้ ๆ กับบริเวณบ้านหัวแหลม ซึ่งแนวทางเลือกนี้จะมีการก่อสร้างทางขึ้น – ทางลง และทางแยกต่างระดับ บริเวณ กม. 13 + 795 บริเวณบูกิ๊ตปูเต๊ะ และสิ้นสุดโครงการบริเวณเขตแดนไทย / มาเลเซีย รวมทั้งสิ้น 15.073 กิโลเมตร   รูปแบบการพัฒนาในเบื้องต้นกำหนดเป็นทางเลือก ประกอบด้วย รูปแบบเส้นทางขนาด 2  ช่องจราจร หรือ 4 ช่องจราจร ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณจราจร และการศึกษาด้านเศรษฐกิจ โดยกำหนดเขตทางบนพื้นดิน 60.00 เมตร และในทะเล 50.00 เมตร   สะพานถนนสตูล – เปอร์ลิสจะตัดผ่านเกาะปูยูบริเวณ กม.5+ 000.000 ระยะทางประมาณ 400 เมตร ความสูงจากเกาะปูยูประมาณ 9.00 เมตร กำหนดเป็นทางยกระดับเพื่อให้ถนนบนเกาะมีชิองลอดใต้สะพาน 5.50 เมตร การจราจรบนเกาะปูยูสามารถเดินทางได้เหมือนเดิม รูปแบบการเชื่อมการจราจรสู่เกาะปูยูออกแบบสะพานขึ้นและลงเกาะปูยูได้ รวม 4 เส้นทางและก่อสร้างสะพานขึ้นและลง รวม 4 สะพาน ประกอบด้วย  สะพานจากสตูลลงเกาะปูยู สะพานจากเกาะปูยูไปสตูล สะพานจากมาเลเซียลงเกาะปูยู และสะพานจากเกาะปูยูไปมาเลเซีย
   สำหรับโครงการถนนสะพานสตูล-เปอร์ลิส(ตำมะลัง-ปูยู-บูเก็ตปูเต๊ะ)ประเทศไทย-มาเลเซีย เป็นความต้องการของประชาชนจังหวัดสตูลและประชาชนรัฐเปอร์ลิส มายาวนานและมีการขับเคลื่อนโครงการมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อปี2557 ทางหอการค้าจังหวัดสตูล โดยนายวิทชัย อรุณอร่ามศักดิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดสตูลสมัยนั้น ได้เสนอเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. จังหวัดสตูล ครั้งที่ 1/2557 และได้นำเสนอโครงการจัดสร้างถนนสะพานสตูล-เปอร์ลิส ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของจังหวัดสตูล สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ อันจะนำมาซึ่งความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของจังหวัดสตูล และเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยในวันที่ 17 มีนาคม 2560 หอการค้าจังหวัดสตูล ได้เซ็นสัญญากับ บริษัท มิตราคม จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัท Poly Technologies Inc. จากประเทศจีน ซึ่งมีศักยภาพด้านเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านโครงการขนาดใหญ่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการถนนสายสะพานสตูล-เปอร์ลิส ตำมะลัง ปูยู บูเก็ต-ปูเต๊ะ ประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย และได้นำความร่วมมือดังกล่าวเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงคมนาคม โดยนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง และได้ประชุมหารือเมื่อ 5 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมาโดยการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 4 ฝ่ายในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้สนับสนุนในด้านวิชาการ ได้แก่ การจัดทำขอบเขตงาน การศึกษาความเป็นไปได้ในเชิเศรษฐศาสตร์และสังคม การออกแบบแนวคิดของถนนสะพาน การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หอการค้าจังหวัดสตูล สนับสนุนด้านการทำงานในภาคเอกชน ภาคประชาชน และกลไกของภาคเอกชนในสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ IMT-GT ในพื้นที่ และภาคเอกชนส่วนกลาง เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญและยกระดับความสำคัญ , บริษัท มิตราคม จํากัด สนับสนุนด้านข้อมูลและงบประมาณ ซึ่งเพื่อใช้ในการดำเนินงาน หากว่าการดำเนินงาน ประสบปัญหาหรือขัดข้อง ทั้ง 4 ฝ่าย จะร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมร่วมกันต่อไป โดยบันทึกข้อตกลงนี้มีระยะเวลา 2 ปีด้วยกันในโอกาสเดียวกันทางบริษัทมิตราคม จำกัด ได้ทำการเซ็นต์สัญญาจ้าง มหาลัยสงขลานครินทร์ เป็นที่ปรึกษาศึกษาโครงการถนนสะพานสตูล-เปอร์ลิส โดยนางสาวปราณี จำเนียรวัฒนพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทมิตราคม จำกัด และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพจน์ โกวิทยา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้วยเงินงบประมาณของทางบริษัทเป็นเงินจำนวน 65,200,000 บาท พร้อมมอบเงินจำนวนดังกล่าวแก่ทางรองอธิการบดีฯผู้แทนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาทำการเซ็นต์สัญญาว่าจ้างในการทำการศึกษาโครงการนี้ให้บรรลุผลสำเร็จ ตามสัญญาเป็นระยะเวลา2 ปี โดยนางสาวปราณีฯ กล่าวว่า ในการดำเนินการใช้งบประมาณในการว่าจ้างที่ปรึกษาฯในครั้งนี้เป็นเงินของบริษัทมิตราคม จำกัดที่ให้เปล่าแก่จังหวัดสตูล
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหัวดสตูล
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

เลขาธิการ กช.ลงพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เปิดโครงการเสริมสร้างความเข้าในในสถานศึกษา ภายใต้ชื่อ “กิจกรรมสานสัมพันธ์ชุมชนสู่สถานศึกษา”

เลขาธิการ กช.ลงพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เปิดโครงการเสริมสร้างความเข้าในในสถานศึกษา ภายใต้ชื่อ “กิจกรรมสานสัมพันธ์ชุมชนสู่สถานศึกษา”

             28 ม.ค 60 ดร.พะโยม ชินวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ลงพื้นที่ อ.แระ จ.นราธิวาส เปิดโครงการเสริมสร้างความเข้าในในสถานศึกษา กิจกรรมสานสัมพันธ์ชุมชนสู่สถานศึกษา โดยมี ดร.วาทิต มีสนุ่น ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส รองผู้อำนวยการสำนักงานกรศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนดารุสสาลาม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส 
             นางนูรีฮัน เร็งมา ผู้อำนวยการโรงเรียนดารุสสาลาม กล่าวว่า โรงเรียนดารุสสาลามกำหนดจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความเข้าในในสถานศึกษา ภายใต้ชื่อ “กิจกรรมสานสัมพันธ์ชุมชนสู่สถานศึกษา” ภายในงานมีการจัดกิจกรรม ๒ ส่วน ประกอบด้วย กิจกรรมภาคเวที เป็นการผสมผสานและบูรณาการระหว่างนักเรียนจากสถานศึกษาตาดีกาและนักเรียนของโรงเรียนดารุสสาลาม การขับร้องเพลงอนาซีด การบรรยายทางศาสนา และกิจกรรมภาคสนาม เป็นการจัดแสดงนิทรรศการชองโรงเรียน ภายใต้ชื่อ “ดารุส 4.0”การแสดงผลงานนักเรียนในแต่ละโปรแกรมการเรียน โดยแบ่งการออกเป็นกลุ่มสาระต่างๆ   
              สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียน ชุมชนเกิดความศรัทธา ความพึงพอใจ เชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียนสู่ชุมชน อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์โรงเรียนอีกทางหนึ่งด้วย            

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

แอร์เซฟ เปิดเวที ค.1 โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ตามขั้นตอนกฎหมาย เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดกว้าง โปร่งใสและมีส่วนร่วม


แอร์เซฟ เปิดเวที ค.1 โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ตามขั้นตอนกฎหมาย
เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดกว้าง โปร่งใสและมีส่วนร่วม

บริษัทที่ปรึกษาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping หรือ ค.1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ตามขั้นตอนกฎหมาย เปิดให้ประชาทุกภาคส่วนร่วมแสดงความเห็นอย่างเปิดกว้าง เพื่อให้การศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ครอบคลุมทุกข้อห่วงกังวลเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

วันนี้ (28 มกราคม 2561) นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท แอร์เซฟ จำกัด มีประชาชนในพื้นที่ 4 ตำบลใน อ.เหนือคลอง ได้แก่ ต.คลองขนาน ต.ปกาสัย รวมถึง   ต.คลองท่อมใต้ และ ต.โคกยาง ที่ขยายขอบเขตการรับฟังตามกฎหมาย รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน     ทั้งหน่วยงานราชการ สถานศึกษา ศาสนสถาน องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนาน        อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ 

นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การจัดรับฟัง ค.1 เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการ ให้ครบถ้วนรอบด้านครอบคลุมทุกข้อห่วงกังวลและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างแท้จริง พร้อมเปิดกว้างให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและคนไทยทุกคน

การจัดรับฟังความคิดเห็น บริษัทและ กฟผ. ดำเนินการตามหนังสือของสำนักงานโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ให้ กฟผ. ศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ใหม่ โดยเปิดกว้างให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างโปร่งใส เพื่อให้การจัดทำรายงาน EHIA ครอบคลุมทุกข้อห่วงกังวล พร้อมทั้งนำข้อคิดเห็นของคณะกรรมการไตรภาคี คณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ (คณะกรรมการไตรภาคี) รวมถึงข้อคิดเห็นจากคณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ภาคประชาชน (คณะกรรมการไตรภาคี) มาศึกษาเพิ่มเติมด้วย

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2558-2579 (PDP 2015) ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงไฟฟ้ากระบี่ปัจจุบัน ในตำบล         คลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ มีขนาดกำลังผลิตติดตั้งประมาณ 870 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินคุณภาพดีประเภทซับบิทูมินัสหรือบิทูมินัส นำเข้าจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิงหลัก และเลือกใช้เทคโนโลยี     ในการผลิตไฟฟ้าและระบบกำจัดมลสารที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยในระดับสากล เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน และโครงการได้ออกแบบเพิ่มเติมให้สามารถใช้เชื้อเพลิงประเภทชีวมวลในอัตราส่วน   ไม่เกินร้อยละ 2 เพื่อส่งเสริมอาชีพและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของชุมชนในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งโรงไฟฟ้าใหม่ที่สร้างขึ้นจะให้พื้นที่มีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ ลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าดับจากการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากภาคกลางที่มีข้อจำกัดด้านระบบส่ง และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียที่มีราคาสูงและไม่มีความแน่นอน

ทั้งนี้ ก่อนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ค.1 ในวันนี้ บริษัทที่ปรึกษาและ กฟผ.ได้สื่อสาร สร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านหลายช่องทาง เช่น แผ่นพับให้ความรู้ สถานีวิทยุชุมชน ป้ายประกาศ รถแห่ประชาสัมพันธ์ ประกาศทางเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรี เว็บไซต์ของ กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษา รวมถึงช่องทางสื่อสารออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งส่งจดหมายเชิญไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกครัวเรือนที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ครบถ้วนในทุกประเด็น 

สำหรับผู้สนใจที่มาร่วมงานในวันนี้หรือที่ไม่ได้มาร่วม ยังคงสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ผ่านทางแบบสอบถามความคิดเห็น หรือติดต่อ คุณณัฏฐิดา ประดับ บริษัท แอร์เซฟ จำกัด เลขที่ 235/14 ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240 โทรศัพท์ 02-540-0055 และ 089-793-8090 โทรสาร 02-917-0020 หรือไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ (E-Mail) : as.public.consult@gmail.com ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 โดยข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะดำเนินการต่อไป

นอกจากการศึกษาและจัดทำรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) แล้ว บริษัท แอร์เซฟ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับใบอนุญาตและมีสิทธิ์จัดทำรายงาน EHIA และ EIA จาก สผ. จะต้องจัดทำรายงาน EIA โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว อีกด้วย โดยจะศึกษาและจัดทำรายงานของทั้ง 2 โครงการ แยกออกจากกัน คาดว่าใช้เวลาการศึกษาและจัดทำรายงานทั้ง 2 ฉบับประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ บริษัทกำหนดจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วในวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนานเช่นเดียวกัน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

ตัวแทนเครือข่ายประชาชนจังหวัดกระบี่ แถลงจุดยืนสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ย้ำความคิดต่างแต่ไม่แตกแยก(มีคลิป)

ตัวแทนเครือข่ายประชาชนจังหวัดกระบี่ แถลงจุดยืนสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

วันนี้ (28 มกราคม 2561) เวลา 12.00 น. ตัวแทนเครือข่ายประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยประชาชน จังหวัดกระบี่ นำโดย นายฐานิส เอ่งฉ้วน ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ แถลงจุดยืนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เนื่องจากเป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่อย่างแท้จริง ซึ่งต้องการความมั่นคงทางพลังงานและไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา จนก่อให้เกิดความเสียหายไปทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้พลังงานไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องมีความมั่นคงและเชื่อถือได้ จึงจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้ ณ วัดคลองขนาน ก่อนเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping หรือ ค.1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ณ ที่ทำการ อบต.คลองขนาน ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่
นัฎฐพงษ์ ศรีปล้อง-รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

อำเภอบาเจาะจัดงานวันเด็กเพื่อเด็กพิเศษให้มีกำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่กับสังคมได้อย่างมีค วามสุข

อำเภอบาเจาะจัดงานวันเด็กเพื่อเด็กพิเศษให้มีกำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่กับสังคมได้อย่างมีค วามสุข

ที่ว่าการอำเภอบาเจาะ อำเภอเจาะ จ.นราธิวาส นายจิรัสย์ ศิริวัลลภ  นายอำเภอบาเจาะได้เป็นประธานพิธีเปิดงานวันเด็กเพื่อเด็กพิเศษโดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนร่วมในพิธีจำนวนมาก

การจัดกิจกรรมวันเด็กเพื่อเด็กพิเศษในครั้งนี้เพื่อต้องการให้เด็กเยาวชนผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายได้รับโอกาสในการที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในทุกๆด้านและได้มีกิจกรรมวันเด็กเช่นเด็กปกติทั่วไป และก่อให้เกิดกำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่กับสังคมได้อย่างมีความสุขรวมทั้งยังเป็นการแสดงถึงความสมัคสมานสามัคคี โดยมี นายอำเภอบาเจาะ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่างกันใส่ชุดนักเรียนเพื่อความสนุกสนาน

นายจิรัสย์ ศิริวัลลภ  นายอำเภอบาเจาะ ได้กล่าวว่า วันเด็กที่อื่นเขาจัดกันหมดแล้วในช่วงที่ผ่านมาและได้เห็นน้องๆและครอบครัวที่มีบุตรหลานเป็นเด็กพิเศษโอกาสที่จะเข้าถึงกิจกรรมเหมือเด็กทั่วไปนั้นจะจำกัดไม่ว่าจะเป็นการเกดินทางหรือการร่วมกิจกรรม ฉะนั้นแต่ละส่วนของอำเภอบาเจาะครรที่จัดกิจกรรมเป็นการเฉพาะเพื่อให้น้องๆเด็กพิเศษได้เข้าถึงกิจกรรมและการเครือข่ายของผู้ปกครองและสร้างเครือข่ายของผู้ดูแลอีกด้วย

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

รอง ผวจ.อึ้ง ตรวจสอบน้ำเสีย โรงแรม 5 ดาว ชายหาดทับแขก แหล่งเที่ยวชื่อดังหนองทะเล พบต่อท่อจ่อชายหาดทุกโรง

รอง ผวจ.อึ้ง ตรวจสอบน้ำเสีย โรงแรม 5 ดาว ชายหาดทับแขก แหล่งเที่ยวชื่อดังหนองทะเล พบต่อท่อจ่อชายหาดทุกโรง เชื่อเป็นต้นเหตุให้ นทท.เล่นน้ำทะเลแล้วมีอาการ จ่อตรวจทุกแห่ง พีพี เกาะลันตา อ่าวนาง ไม่เลือกปฎิบัติ พบเตือนไม่ฟังบังคับใช้กฎหมาย

วันที่ 27 ม.ค.61 พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผวจ.กระบี่ ได้มอบหมายให้ ว่า ที่ ร.ต.อภินันท์ เผือกผ่อง รองผวจ.กระบี่ นำชุดปฏิบัติการพิเศษสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุทยานหาดหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สาธารณสุข อบต.ผู้น้ำท้องที่  กว่า 20 นาย เข้าตรวจสอบโรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร บริเวณชายหาดทับแขก หมู่ที่ ม.3 ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ หลังได้รับการร้องเรียนว่า มีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงทะเลกันอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวที่ลงไปเล่นน้ำบริเวณชายหาด มีอาการคันตามผิวหนัง และมีกลิ่นเหม็น สร้างความรำคาญ ให้แก่นักท่องเที่ยวและทำลายภาพพจน์ของการท่องเที่ยว

โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย ของโรงแรม ระดับ 5 ดาว จำนวน 5 แห่งและร้านอาหารจำนวน 1 แห่ง พบว่าทุกแห่งมีการต่อระบบท่อลงชายหาด และมีน้ำไหลตลอดเวลา บางแห่งน้ำมีกลิ่น นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ ได้ตรวจพบโรงแรม จำนวน 3 โรง ที่ปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล โดยไม่มีการบำบัด พร้อมกันนี้ ได้เก็บตัวอย่างน้ำที่ปล่อยลงสู่ทะเลจากสถานประกอบการทุกแห่งส่งไปตรวจสอบยังสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 15 รวมทั้งให้รื้อท่อที่รุกล้ำ ชายหาดสาธารณะ และให้จัดทำระบบการกรองน้ำก่อนปล่อยลงทะเลทุกจุด

นายอภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ภายหลังจากการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนพบว่า ทุกโรงแรมของหาดทับแขก มีการต่อท่อระบายน้ำจากบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงแรม จ่อลงทะเลทุกแห่ง เชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำทะเลแล้วมีอาการคัน เบื้องต้นได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการวางท่อรุกลำพื้นที่สาธารณะหรือไม่ หากรุกล้ำก็จะให้ทำการรื้อถอนทันที  สำหรับหาดทับแขกเป็นย่านที่ตั้งของโรงแรมระดับห้าดาว นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักเท่านั้นที่สามารถเข้าพักได้

หลังจากนี้จะเข้าตรวจตรวจสอบบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงแรม และสถานประกอบการร้านอาหาร จะดำเนินการต่อเนื่อง ให้ครบทุกแห่ง ในแหล่งท่องเที่ยวหลัก ทั้ง เกาะพีพี อ่าวนาง เกาะลันตา และหนองทะเล โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติ เพื่อลดปริมาณน้ำเสียที่มีการปล่อยลงสู่ ทะเลให้น้อยที่สุด เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและหากโรงแรมหรือสถานประกอบการใดที่ตรวจสอบแล้ว ดำเนินการไม่ถูกต้อง หรือไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งภายในกำหนด จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561

กฟผ. จัด ค.1 โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ตามขั้นตอนกฎหมาย อย่างโปร่งใส และเปิดกว้างการมีส่วนร่วม












































กฟผ. จัด ค.1 โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างโปร่งใส และเปิดกว้างการมีส่วนร่วม
​กฟผ. ยืนยัน การจัดรับฟังความคิดเห็น ค.1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ ดำเนินตามกฎหมายทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด พร้อมเปิดหลากช่องทาง เน้นกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
ในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจในการจัดทำ รายงาน EHIA จากทุกฝ่าย
​นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม นี้ จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ครั้งที่ 1 (ค.1) เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ซึ่งดำเนินการตามหนังสือของสำนักงานโยบายและ
แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ให้ กฟผ. ศึกษาและจัดทำรายงาน
การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ใหม่ โดยมุ่งเน้นกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วม
อย่างกว้างขวางในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจในการจัดทำรายงาน EHIA จากทุกฝ่าย
​โฆษก กฟผ. กล่าวต่อไปว่า กฟผ. มีความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากขึ้น เพื่อรับฟัง
ข้อห่วงกังวลต่าง ๆ ที่อาจมีเพิ่มเติมจากการจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งก่อน โดยขยายขอบเขตการจัดรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายในเชิงพื้นที่จากเดิม 2 ตำบล คือ อบต.คลองขนาน และ อบต.ปกาสัย ได้เพิ่มอีก 2 ตำบล คือ อบต.คลองท่อมใต้ และ อบต.โคกยาง ด้วย ในส่วนประเด็นหัวข้อการศึกษาเพิ่มเติม โครงการฯ ได้นำข้อคิดเห็นของคณะกรรมการไตรภาคี คณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ (คณะกรรมการไตรภาคี) รวมถึงข้อคิดเห็นจากคณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ภาคประชาชน (คณะกรรมการไตรภาคี) มาศึกษาเพิ่มเติม อาทิ ประเด็น ฝุ่นละออง PM2.5 สมดุลมวลปรอท ผลกระทบโครงการต่อวิสัยทัศน์กระบี่ เป็นต้น ส่วนโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ก็ได้พิจารณาเพิ่มเติมเรื่องการฟุ้งกระจายของตะกอนเนื่องจากใบพัดเรือ ศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งครอบคลุมถึงฝั่งท่าเรือ และฝั่งตรงข้าม เป็นต้น
ทั้งนี้ กฟผ. ได้ให้ข้อมูลโครงการและประกาศเชิญชวนประชาชนเข้ารับฟังความคิดเห็นในเวที ค.1 ผ่านช่องทางที่หลากหลายและเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและได้ความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เช่น แผ่นพับ
ให้ความรู้ หอกระจายเสียงชุมชน สถานีวิทยุ ป้ายประกาศ รถแห่ประชาสัมพันธ์ การแถลงข่าวสื่อมวลชน ให้ข้อมูล
ในที่ประชุมส่วนราชการของจังหวัดและท้องถิ่น ทางเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรี เว็บไซต์ของ กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษา รวมถึงช่องทางสื่อสารออนไลน์อื่น ๆ พร้อมทั้งส่งจดหมายเชิญไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงครัวเรือนที่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรจากขอบรั้วพื้นที่โครงการ เป็นต้น นอกจากนี้ ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงาน ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็น โดยส่งความคิดเห็นไปที่ คุณณัฏฐิดา ประดับ บริษัท แอร์เซฟ จำกัด โทรศัพท์ 02-540-0055 และ 089-793-8090 โทรสาร 02-917-0020 หรืออีเมล์ as.public.consult@gmail.com ได้ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 นับจากวันจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของทุกท่านจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาและประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะดำเนินการต่อไป
​“การจัดรับฟังความคิดเห็นนี้ กฟผ. เปิดให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วม
ในกระบวนการจัดทำรายงาน EHIA ตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกับการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกครั้งที่ผ่านมา ที่จะมีทั้งผู้แทนของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยลงทะเบียนและเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และมีการเผยแพร่ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นให้สาธารณชนรับรู้อย่างเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส อีกทั้งการสื่อสารสาธารณะในปัจจุบันยังเปิดกว้าง
ให้มีการนำข้อมูลไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในปัจจุบัน
ที่เปิดกว้างให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยไม่ปิดกั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” โฆษก กฟผ. กล่าว
สำหรับการศึกษาและจัดทำรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) และรายงาน EIA โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว มีบริษัท แอร์เซฟ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับใบอนุญาตและมีสิทธิ์จัดทำรายงาน EHIA และ EIA จาก สผ. เป็นผู้ดำเนินการ โดยจะศึกษาและจัดทำรายงานของทั้ง 2 โครงการ แยกออกจากกัน คาดว่าใช้เวลาการศึกษาและจัดทำรายงานทั้ง 2 ฉบับประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ บริษัทกำหนดจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ (ส่วนขยาย ครั้งที่ 1) ในวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2561 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ และกำหนดจัดรับฟังความคิดเห็น ค.1 โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วในวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขนานเช่นเดียวกัน
อนึ่ง กระบวนการจัดทำรายงาน EHIA จะประกอบด้วยการจัดรับฟังความคิดเห็น 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 (ค.1) เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ครั้งที่ 2 (ค.2) เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในขั้นตอนการประเมินและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ
ครั้งที่ 3 (ค.3) เพื่อทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแ
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ลุยพื้นที่ตากใบ จัดโครงการบริการวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาชุมชน(มีคลิป)

มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ลุยพื้นที่ตากใบ จัดโครงการบริการวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาชุมชน

            ที่ห้องประชุมโรงเรียนตากใบ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส รองศาสตราจารย์ ดร.รสสุคนธ์ แสงมณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการบริการวอชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาชุมชน โดยมีผู้บริการโรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา ครู นักเรียนและผู้ปกครองเข้าร่วมงาน จำนวนกว่า 300 คน

            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสฯกล่าวว่า การจัดโครงการในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนราธิวาสฯกับโรงเรียนตากใบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำศักยภาพของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขามาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในรูปแบบการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการให้บริการ โดยความรู้ที่ได้มาจากการบูรณาการจากการจัดเรียนสอนและการวิจัยที่มีจัดการศึกษาในมหาวิทยาลัยฯ โดยคำนึงถึงความต้องการและให้มีความสอดคล้องกัลป์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดในการเข้ารับบริการ โดยมีกิจกรรมการบริการดังนี้ 1.การให้บริการด้านสุขภาพและประเมินเบื้องต้นการตรวจวัดน้ำตาลในเลือด การบรรยายเรื่องสุขภาพ 2.กิจกรรมการให้บริการวิชาการด้านส่งเสริมอาชีพ มีการสาธิตวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตเห็ดนางฟ้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ การทำบัญชีครัวเรือน และการให้บริการทำนามบัตร 3.การให้บริการวิชาการด้านซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์ขนาดเล็ก การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ 4.การให้ความรู้การปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ 5.กิจกรรมด้านภาษาแหรับ และภาษาจีน 6.การให้บริการด้านความรู้ทางการเกษตร การแปรรูปทางการเกษตร 7.การให้ความรู้ด้านการออมเงิน วิธีการออมเงิน เป็นต้น

            ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.รสสุคนธ์ แสงมณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสฯกล่าวว่า ตามที่ รองศาสตราจารย์ สุพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสฯได้กล่าวรายงานมานั้นจะเห็นได้ว่าการจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ที่มีการจัดการเรียนการสอนและวิจัยในมหาวิทยาลัยฯเพื่อนำไปให้บริการให้กับประชาชน ผู้ปกครอง และนักเรียนในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทั้งในด้านการตรวจสุขภาพเบื้องต้น หารให้ความรู้ด้านวิชาการตามศาสตร์ต่างๆ จากการที่ทางมหาวิทยาลัยนราธิวาสฯมีแผนการพัฒนาการให้บริการวิชาการเพื่อเป็นที่พึ่งทางวิชาการให้แก่ชุมชน สังคม ในท้องถิ่น โดยใช้ความรู้ทางการพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน สังคม ให้สอดรับกับการให้บริการกับชุมชน และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาอาชีพหรือเปนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น.​

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

นราธิวาส-อ.รือเสาะ รวมพลคน อสม.895 คน จาก 9 ตำบล จัดกิจกรรมวัน อสม.แห่งชาติ

อ.รือเสาะ รวมพลคน อสม.895 คน จาก 9 ตำบล จัดกิจกรรมวัน อสม.แห่งชาติ
     
ณ สวนกาญจนาภิเษก อำเภอรือเสาะ จ.นราธิวาส นายวิชาญ ชัยเศรษฐ์สัมพันธ์ นายอำเภอรือเสาะ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวัน อสม.แห่งชาติ ปี 2561 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ อสม.จาก 9 ตำบล จำนวน 729 คน ร่วมงาน
      นายวิชาญ ชัยเศรษฐ์สัมพันธ์ นายอำเภอรือเสาะ กล่าวว่า ตนรู้สึกตระหนักดีถึงความเสียสละของท่านทั้งหลาย. ได้อุทิศตนร่วมใจ ปฎิบัติงานเ อันก่อให้เกิดปรดโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมกระทรวงสาธารณสุข.  มีนโยบายจะพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนด้านสุขภาพอนามัย.  อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิด  การพัฒนาด้านอื่นต่อไป และงานนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมา จากการทำงานของท่านทั้งหลายที่ได้เสียสละเวลา  กำลังกาย. กำลังใจ  ด้วยดีเสมอมา. นับเป็นสิ่งที่ควรค่าแกการยกย่อง สรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง  อย่างไรก็ตามก็ยังต้องอาศัย  ท่านทั้งหลาย  เพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อไป ในการที่จะทำให้ประชาชน  ในหมู่บ้านของท่าน  เกิดความรู้  ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง และ ปฎิบัติเพื่อเสริสร้างสุขภาพ อานามัยที่ดีแก่ตนเอง  ครอบครัวตลอดถึงชุมชนโดยส่วนรวม เพื่อเป้าหมายการบรรลุสุขภาพดี ถ้วนหน้าอย่างยั่งยืนตลอดไป
        “ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความยินดี  ต่อผู้ที่ได้รับรางวัล อาสาสมัครสาธาณสุขดีเด่น ทุกคน ขอให้ทุกท่านที่ได้รับรางวัล  แ ละผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รักษาความดีนี้ไว้.  เป็นมรดกสืบทอดแก่ลูกหลาน. ต่อไป”
        ด้านนายอับดุลรอเซะ ซาและ ประธาน อสม.อ.รือเสาะ กล่าวว่า การจัดงานวัน อสม.แห่งชาติ ปี 2561 ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณ อสม.ให้เป็นที่ประจักแก่ประชาชนถึงผลงานการพัฒนาด้านสาธารณสุขของ อสม.ทั้งหลาย ซึ่งพวกเราทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง และ อสม.อ.รือเสาะทุกคนขอยืนยันว่า เราจะร่วมมือร่วมใจในการทำงานร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ อ.รือเสาะ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อจะเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป
 โดยในการจัดงานในวันนี้ ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอรือเสาะ โรงพยาบาลรือเสาะ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง และเทศบาลตำบลรือเสาะ พร้อมทั้งภาคเอกชนให้การสนับสนุน โดยอำเภอรือเสาะ มี อสม.ทั้งสิ้น จำนวน 895 คน จาก 9 ตำบล

ภาพ/ข่าว ซาการียา ดอเลาะ จ.นราธิวาส
-----------------------------------------------
ร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ข่าว
ชื่อบัญชี หนังสือพิมพ์กระแสใต้นิวส์
เลขที่บัญชี 255-2-55449-6 ธนาคารกสิกรไทย สาขา กระบี่ ประเภท ออมทรัพย์

(โอนเงิน แล้วแต่ท่านต้องการสนับสนุน)
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเว็บไซต์ข่าว TEL : 099-230-9071
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...