About

Header Ads

ยะลา-ไม่น่าเชื่อ ราคายางพาราตกต่ำ จะส่งผลกระทบต่อชนเผ่าอัสรี หรือ ซาไก ใน อ.เบตง

ไม่น่าเชื่อ ราคายางพาราตกต่ำ จะส่งผลกระทบต่อชนเผ่าอัสรี หรือ ซาไก ใน อ.เบตง จ.ยะลา
            ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลา ว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพร้อมกับคณะช่างภาพใน จ.ยะลา และทีมงาน TK ปาร์ค ยะลา เพื่อบันทึกภาพความเป็นอยู่ ของชนเผ่าอัสรี หรือ ซาไก ใน ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา โดยทีมงาน TK ปาร์คยะลา จะดำเนินโครงการนิทรรศการภาพถ่ายและประวัติของชนเผ่าอัสรี ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้
            โดยทีมงานได้มีการประสานกับนายสุไฮมี มีนา เจ้าหน้าที่ อบต.อัยเยอร์เวง ในการนำทีมงานเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ที่ ชนเผ่าอัสรีอาศัยอยู่ บริเวณ ม.9 บ้านลากอ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งทีมงานต้องเดินทางด้วยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร เข้าไปยังแถบเทือกเขา ใกล้ป่าฮาลาบาลา ในหมู่บ้านบ้านลากอ ก่อนที่จะเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 15 นาที เข้าไปในป่าทึบ
            ซึ่งหลังจากเดินเท้าเข้าไปในป่าประมาณ 10 นาที ก็พบกับ ทับ หรือ ที่อยู่อาศัยของชนเผ่าอัสรี หรือ ซาไก ที่ปลูกสร้างด้วยไม้นานาชนิด และใช้ผ้าเต็นพลาสติก ปกคลุมเป็นหลังคา มีอาณาเขต ไม่กว้างนัก
            โดยนายสุไฮมี มีนา เจ้าหน้าที่ อบต.อัยเยอร์เวง ก็ได้เข้าไปพบกับ “เฒ่าเด็ง” เฒ่าชราผู้นำชนเผ่าอัสรี กลุ่มนี้ ซึ่งภายในทับหรือเพิงพักของเฒ่าเด็ง ก็มีอัสรี ตัวน้อย อีกประมาณ 3-4 คน และภรรยาของเฒ่าเด็ง  ห่างออกไปประมาณ 3-4 เมตร ก็เป็นทับของ “เลาะ” อัสรีหนุ่ม ร่างกายกำยำ ซึ่งนั่งอยู่ภายในทับของตนเอง ที่มีลูก ๆ คอยห้อมล้อมอยู่
            ซึ่งทีมงานที่เข้าไปในครั้งนี้ นายสุไฮมี มีนา ซึ่งมีความคุ้นเคยกับ ชนเผ่าอัสรี กลุ่มดังกล่าว ก็ได้แนะนำให้รู้จัก และบอกกล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่เดินทางเข้ามาพบ ขณะเดียวกัน นายสุไฮมี มีนา ก็เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า “เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเอง ได้หลงทางอยู่ในป่า ขณะที่นำคณะนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าป่า ก็เกิดการผลัดหลงกัน ตนเองเดินหลงป่าอยู่นานกว่า 12 ชั่วโมง ก็ได้รับการช่วยเหลือจาก ชนเผ่าอัสรี กลุ่มนี้ โดย “เฒ่าเด็ง”  “เลาะ”  และ “มะยูนิ” หลังจากที่เพื่อน ๆ ได้รู้ว่าตนเองหลงป่า ก็ได้เดินทางมาพบกับ “เฒ่าเด็ง” เพื่อขอช่วยให้ออกตามหา ซึ่ง “เฒ่าเด็ง” ได้ให้ “เลาะ”กับ “มะยูนิ” เดินเท้าออกตามหา จนพบในช่วงใกล้ค่ำของวันดังกล่าว”
            นายสุไฮมี มีนา ยังเล่าให้ฟังว่า ปกติแล้ว ชนเผ่าอัสรีกลุ่มนี้ จะย้ายไปมา ระหว่างเขตรอยต่อหมู่บ้าน กับป่าลึก ในถิ่นที่เคยอาศัย และยังมีกลุ่มอัสรีหนุ่ม อีกหลายคน ที่เป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ได้ไปอาศัยอยู่ใกล้กับเขตหมู่บ้าน เพื่อทำงานรับจ้าง จากชาวบ้าน ทั้ง ถางสวนยาง สวนผลไม้ รับจ้างเก็บยางพารา เพื่อหารายได้ หรือ แลกเปลี่ยนอาหารจากชาวบ้านเป็นค่าจ้างในการทำงาน ทั้งนี้ เนื่องจากในป่า หาอาหารได้ยากแล้ว  ชนเผ่าอัสรี จึงต้องออกมารับจ้างทำงานให้กับชาวบ้านในบริเวณรอยต่อของหมู่บ้าน เพื่อแลกกับอาหาร แต่ในระยะหลังมานี้ ราคายางพาราตกต่ำ ก็ส่งผลกระทบให้กับกลุ่ม อัสรี มีงานทำน้อยลง และได้รับค่าจ้างที่น้อยลง จึงมีบางส่วนที่เดินทางกลับเข้าไปอาศัยในป่า และออกหาอาหารในป่าลึกตามแบบวิถีชีวิตของชนเผ่าอัสรี
            อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามและพูดคุยกับชนเผ่าอัสรี ดังกล่าวก็ทราบว่า อัสรีบางคนสามารถที่จะพูดและฟังได้ถึง 3 ภาษา คือ ภาษาของชนเผ่าอัสรี ภาษายาวี และภาษาไทย ที่พูดได้บ้างฟังได้บ้างพอเข้าใจ
            ซึ่งชนเผ่าอัสรีกลุ่มนี้ ได้อาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่เกือบ 50 ชีวิต มักจะย้ายที่อาศัยไปตามช่วงเวลา ประมาณ 1-2 เดือนต่อครั้ง/.

เอกรักษ์ ศรีรุ่ง/ภาพ-ข่าว

กระแสใต้-รายงาน

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น