กล้องวิดีโอ

เก็บทุกความรู้สึกและความทรงจำที่มีคุณค่าให้อยู่กับคุณตลอดไป...ด้วยกล้องวิดีโอ DIGITAL VIDEO CAMERA/โทร0887681653

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โลกโซเชี่ยล แชร์ว่อน สวดยับไม่มีอะไรจะกินแล้วหรือ..? ภาพปลานกแก้ว วางขายเกลื่อนในตลาดกระบี่

โลกโซเชี่ยล แชร์ว่อน ภาพปลานกแก้ว วางขายเกลื่อนในตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ ในราคากก.ละ50 บาท นักอนุรักษ์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาทางอนรักษ์ ชี้ทำลายระบบนิเวศแนวปะการัง ด้านประมงจังหวัดกระบี่ระบุการจำหน่ายไม่มีความผิด แนะต้องช่วยกันรณรงค์ไม่ซื้อไม่ขาย
วันที่27 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าขณะนี้โลกโซเชี่ยลได้มีการการแชร์ ภาพปลานกแก้ว ขณะวางขาย ในแผงจำหน่ายอาหาทะเล ตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ กันเป็นจำนวนมาก และวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ พร้อมเรียกร้อง ให้หน่วยงานที่เกี่ยว เข้าตรวจสอบ และดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด กับผู้ที่นำมาวางขาย เพราะปลานกแก้วควรจะได้รับการคุ้ครอง เพราะอาศัยตามแนวปะการังช่วยรักษาระบบนิเวศ แต่กลับมีคนไปจับมาขาย ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบที่บริเวณแผงจำหน่ายโซนอาหารทะเล ภายในตลาดสดมหาราช พบว่ามีการนำปลานกแก้วมาจำหน่ายจริง โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จากการรสอบถาม ทราบว่า ปลานกแก้วดังกล่าวขายในราคา กก.ละ 50 บาท ชาวประมงใช้วิธีการวางอวนจับมาจาก บริเวณเกาะยาว จ.พังงา โดยก่อนหน้านี้ ดร.ธรณ์ ธรรมรงค์นาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางทะเล ได้ เคยโพสต์ในเฟสบุคส่วนตัวรณรงค์ ร่วมกัน อย่าซื้ออย่ากินปลานกแก้วโดยเด็ดขาด เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองเฉพาะการห้ามจับในแนวปะการังและในเขตอุทยาน แต่ไม่สามารถเอาผิดหากมีการจำหน่าย และคงเป็นไปได้ยากที่จะผลักดันให้ปลานกแก้วเป็นสัตว์คุ้มครอง

ด้านนายแสน ศรีงาม ประมงจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ปลานกแก้ว เป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม อาศัยตามแนวปะการัง ในทะเลอันดามัน แต่นับวันจะลดจำนวนน้อยลง แต่ในเรื่องของการนำมาจำหน่ายนั้น กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ ยกเว้นพบว่ามีการจับในเขตอนุรักษ์ เช่น ในเขตอุทยาน ตามแนวปะการัง จึงทำได้เพียงการรณรงค์ไม่ให้มีการซื้อขายเท่านั้น หรือหากพบว่าใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายในการจับ ก็สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ส่วนกรณีมีการวางขายนั้น ไม่สามรถเอาผิดได้
ดิษ เมืองดาบ/รายงาน

โลกโซเชี่ยล แชร์ว่อน สวดยับไม่มีอะไรจะกินแล้ว..? ภาพปลานกแก้ว วางขายเกลื่อนในตลาดกระบี่

โลกโซเชี่ยล แชร์ว่อน ภาพปลานกแก้ว วางขายเกลื่อนในตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ ในราคากก.ละ50 บาท นักอนุรักษ์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาทางอนรักษ์ ชี้ทำลายระบบนิเวศแนวปะการัง ด้านประมงจังหวัดกระบี่ระบุการจำหน่ายไม่มีความผิด แนะต้องช่วยกันรณรงค์ไม่ซื้อไม่ขาย
วันที่27 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าขณะนี้โลกโซเชี่ยลได้มีการการแชร์ ภาพปลานกแก้ว ขณะวางขาย ในแผงจำหน่ายอาหาทะเล ตลาดสดมหาราชเทศบาลเมืองกระบี่ กันเป็นจำนวนมาก และวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ พร้อมเรียกร้อง ให้หน่วยงานที่เกี่ยว เข้าตรวจสอบ และดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด กับผู้ที่นำมาวางขาย เพราะปลานกแก้วควรจะได้รับการคุ้ครอง เพราะอาศัยตามแนวปะการังช่วยรักษาระบบนิเวศ แต่กลับมีคนไปจับมาขาย ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบที่บริเวณแผงจำหน่ายโซนอาหารทะเล ภายในตลาดสดมหาราช พบว่ามีการนำปลานกแก้วมาจำหน่ายจริง โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จากการรสอบถาม ทราบว่า ปลานกแก้วดังกล่าวขายในราคา กก.ละ 50 บาท ชาวประมงใช้วิธีการวางอวนจับมาจาก บริเวณเกาะยาว จ.พังงา โดยก่อนหน้านี้ ดร.ธรณ์ ธรรมรงค์นาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางทะเล ได้ เคยโพสต์ในเฟสบุคส่วนตัวรณรงค์ ร่วมกัน อย่าซื้ออย่ากินปลานกแก้วโดยเด็ดขาด เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองเฉพาะการห้ามจับในแนวปะการังและในเขตอุทยาน แต่ไม่สามารถเอาผิดหากมีการจำหน่าย และคงเป็นไปได้ยากที่จะผลักดันให้ปลานกแก้วเป็นสัตว์คุ้มครอง

ด้านนายแสน ศรีงาม ประมงจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ปลานกแก้ว เป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม อาศัยตามแนวปะการัง ในทะเลอันดามัน แต่นับวันจะลดจำนวนน้อยลง แต่ในเรื่องของการนำมาจำหน่ายนั้น กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ ยกเว้นพบว่ามีการจับในเขตอนุรักษ์ เช่น ในเขตอุทยาน ตามแนวปะการัง จึงทำได้เพียงการรณรงค์ไม่ให้มีการซื้อขายเท่านั้น หรือหากพบว่าใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายในการจับ ก็สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ส่วนกรณีมีการวางขายนั้น ไม่สามรถเอาผิดได้
ดิษ เมืองดาบ/รายงาน

ไทยติดอันดับ6ทิ้งขยะลงทะเล รมว.ทส.ตกใจ-สั่งรีบแก้ไข...

"บิ๊กเต่า" ตกใจไทยทิ้งขยะลงทะเลติดอันดับ 6 ของโลก ระบุมีขยะพลาสติกลงทะเลปีละกว่า 1 ล้านตันแถมเป็นตัวการที่ทำให้เต่าทะเลตายพุ่งและเป็นสาเหตุทำให้แมงกระพรุนระบาดหนัก

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการ 8,400 ทุ่นประชารัฐพิทักษ์ทะเล เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 12 ส.ค. 59 โดยมีพื้นที่นำร่องคืออุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี  ว่า  กรมอุทยานฯ จัดทำโครงการ 8,400 ทุ่นประชารัฐพิทักษ์ทะเลฯ เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูแนวปะการังไม่ให้เกิดการฟอกขาวเพิ่มขึ้น  ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ ได้สำรวจพบอุทยานฯ ทางทะเล เกิดปะการังฟอกขาวอยูในขั้นวิกฤต บางพื้นที่พบถึง 80%  จึงได้ออกมาตรการ เพื่อลดผลกระทบจากการเกิดปะการังฟอกขาว โดยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ ผู้ใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง และสั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ดำเนินการเข้มงวด กวดขันไม่ให้เรืออวนลาก อวนรุน เข้าทำประมงในเขตอุทยานฯ

พล.อ.สุรศักดิ์  กล่าวด้วยว่า  นอกจากนี้ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของท้องทะเลไทยคือ "ปัญหาขยะ" โดยมีข้อมูลที่น่าตกใจมากซึ่งระบุในเว็บไซต์วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีว่า ประเทศไทยมีขยะในทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีการปล่อยขยะลงสู่ท้องทะเลถึง 1 ล้านกว่าตันต่อปี  ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกที่ยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาแน่ชัดได้  ซึ่งเรื่องนี้จะได้มีการจะจัดทำแผนดำเนินการแก้ปัญหาในระยะ 5-10 ปีนับจากนี้ไป โดยมอบหมายให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)  เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก  ที่สำคัญต้องปรับพฤติกรรมของคนไทยให้ได้  ซึ่งขณะนี้ในส่วนของกรมอุทยานฯ กำลังดำเนินการปรับโครงสร้างกรม โดยจะจัดตั้งสำนักอุทยานฯ ทางทะเลขึ้นมา เพื่อดูแลอุทยานฯ ทางทะเลทั่วประเทศ 26 แห่ง 

ด้านนายธรณ์  ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) และนักวิชาการทางทะเล  กล่าวว่า  ขยะในทะเลส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก โดยที่ผ่านมามีเต่าทะเลกว่า 100 ตัว ที่ต้องตายลงหรือออกจากระบบเพราะกินขยะพลาสติกเข้าไป  ทำให้ระบบนิเวศในทะเลเปลี่ยนแปลงจะเห็นได้จากมีแมงกระพรุนจำนวนมากส่งผลกระทำทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำได้
=========สนใจลงโฆษณา 088 768 1653=============

รวบพลทหารเรือ คาวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ซุกยาบ้ากว่าพันเม็ด กลางเมืองกระบี่

สภ.เมืองกระบี่ รวบพลทหารเรือ คาวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ซุกยาบ้ากว่าพันเม็ด เพื่อเตรียมส่งให้ลูกค้าที่เกาะพีพี รับสิ้นเงินไม่พอใช้จ่าย สืบสวนเตรียมขยายผลรวบเพิ่ม
เวลา 10:45 น.วันที่ 24 ส.ค.59 ร.ต.ท.คุณไสว คุณโน รองสวป.สภ.เมืองกระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสายตรวจรถยนต์ สายตรวจรถจักรยานยนต์ ภายใต้อำนวยการ พ.ต.อ.สงบ จันทร์สิงห์ ผกก.สภ.เมืองกระบี่ พ.ต.ท.จงรักษ์ พิมพ์ทอง รองผกก.(ป)สภ.เมืองกระบี่ พ.ต.ท.ฐาดิลก พลอ่อน สวป.สภ.คลองขนาน ช่วย ราชการ สภ.เมืองกระบี่
ร่วมจับกุมพลทหารชัยชนะ มากสอน อายุ 21 ปีอยู่บ้านเลขที่ 161 ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง ทหารเกณฑ์ ทหารเรือสังกัด ขส.ทร. โดยถูกจับกุมได้บนถนนสายรอดบุญ ภายในเขตเทศบาลเมืองกระบี่ ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจป้องกันและดูแลความสงบเรียบร้อย พบผู้ต้องหานั่งวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จาก บขส.ตลาดเก่า ตำบลกระบี่ใหญ่ เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือคลองจิหลาด ม.7 ต.ไสไทย อ.เมือง ขณะขับรถผ่านเจ้าหน้าที่เข้าทำการขอตรวจค้น พบภายในกระเป๋าเป้สะพายหลัง มียาบ้าถูกซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋า จำนวน 3 ห่อ ถูกห่อด้วยสะก๊อตเทปสีเทา นับจำนวนยาบ้า 569 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงทำการควบคุมตัว ส่งพงสฯที่สภ.เมืองกระบี่
พลหทารชัยชนะ ผู้ต้องหา เล่าว่า ยาบ้าดังกล่าวตนรับมาจาก อ.วังวิเศษ จ.ตรัง โดยมีการติดต่อ จากบุคคลที่ไม่ทราบชื่อผ่านทางโทรศัพท์ ให้ไปรับยาบ้าตรงหลักกิโลเมตร ซึ่งจะมีคนนำมาวางไว้อีกที หลังจากตนรับยาแล้วจะขึ้นรถทัวร์จากจังหวัดตรังมายัง จ.กระบี่ เพื่อเตรียมส่งต่อไปที่เกาะพีพี
พลชัยชนะ เล่าต่ออีกว่า จะรับส่งยาบ้าช่วงที่ลาราชการกลับบ้าน โดยจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 4 พันบาท โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งให้ลูกค้าในพื้นที่เมืองกระบี่ ส่วนครั้งนี้เป็นครั้ง 2 เตรียมส่งที่เกาะพีพีแต่มาถูกจับกุมเสียก่อนขณะเดินทาง ส่วนสาเหตุที่รับส่งยาบ้า อ้างเงินไม่พอใช้
ขอบคุณภาพข่าว/www.facebook.com ดิษ เมืองดาบ 

พ่อเมืองกระบี่ เตรียมทำหนังสือถึงรัฐบาล ผ่อนผันชั่วคราวช่วยเหลือเรือครอบหมึกหลังตกสำรวจ

ชาวประมงเรือครอบหมึก จำนวนกว่า 50 คน เดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวักระบี่ ขอให้ช่วยผ่อนผันให้สามารถออกทำประมงครอบหมึกได้ ในช่วงระหว่างที่กำลังยื่นขออุทธรณ์ หลังจากที่เรือตกสำรวจไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่สามารถออกทำการประมง ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ เดือดร้อนเป็นอย่างมาก 
วันที่ 23 สิงหาคม 59 ชาวประมงเรือครอบหมึก จำนวนกว่า 50 คน ได้เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อขอความช่วยเหลือจากนายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ขอให้ช่วยผ่อนผันให้สามารถออกทำประมงครอบหมึกได้ ในช่วงระหว่างที่กำลังยื่นขออุทธรณ์ หลังจากที่เรือตกสำรวจไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่สามารถออกทำการประมง ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ เดือดร้อนเป็นอย่างมาก 
ต่อมาทางนายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เชิญชาวประมง พร้อมด้วยนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ เข้าร่วมหารื
อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ที่เกิดขึ้น
นายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สำหรับเรือครอบหมึก หรือเรือไดร์หมึก ที่ตกสำรวจและเข้าขอความช่วยเหลือจากทางจังหวัด มีจำนวน 7 ลำ เนื่องจากไม่สามารถออกทำประมง ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ขอจดทะเบียนทำประมง เนื่องจากในครั้งแรกที่ทางจังหวัดได้ออกทำการสำรวจไม่พบว่ามีเรือทั้ง 7 ลำ อยู่ในพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้ตนก็จะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรายงานความเดือดร้อนของชาวประมงที่เกิดขึ้น ส่วนเรือประมงทั้ง 7 ลำ ก็ต้องหยุดออกทำประมงก่อนชั่วคราว จนกว่าจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา โดยคาดว่าประมาณ 25 ต.ค.นี้ ก็จะทราบผล
ด้านนายสง่า คงกันกง อายุ.57 ปี เจ้าของเรือครอบหมึก ส.ศรีโสภณ 2 กล่าวว่า หลังจากทราบว่าเรือตกสำรวจ ก็ได้นำหลักฐานของเรือไปแจ้งกับประมงจังหวัดกระบี่และเจ้าท่ากระบี่ เพื่อขอให้ทำการสำรวจใหม่ พร้อมด้วยชาวเรืออีก จำนวน 6 ลำ ซึ่งหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่รับเรื่องไปแล้วพวกตนไม่แน่ใจว่าจะได้รับคำตอบนานแค่ไหน จึงต้องเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อขอว่าในช่วงที่รอการพิจารณา ให้พวกตนสามารถทำประมงได้ เพราะพวกตนต้องกินต้องใช้ และไม่มีอาชีพอื่นรองรับ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะรอจนกว่าจะได้รับคำตอบ
ขอบคุณภาพข่าว/

ดิษ เมืองดาบ 

ชุมชนแสดงพลังสนับสนุน โรงไฟฟ้าเทพา

ชุมชนแสดงพลังสนับสนุน โรงไฟฟ้าเทพา ชุมชนในพื้นที่ หมู่ 4 บ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา รวมพลังจัดกิจกรรมแสดงจุดยืน เพื่อสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าเทพา ให้เกิดขึ้นในพื้นที่เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในอำเภอเทพาให้เกิดความเจริญ ความมั่นคง อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ประชาชนในพื้นที่หมู่ 4 บ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพาและในบริเวณใกล้เคียง กว่า 800 คน จัดกิจกรรมแสดงจุดยืนให้การสนับสนุน กฟผ. เพื่อให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าเทพาขึ้นภายในชุมชน หมู่ 4 บ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง โดยโครงการโรงไฟฟ้าเทพาจะเป็นโรงไฟฟ้าช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่พื้นที่ภาคใต้ ช่วยรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่ เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เกิดการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวขึ้นในชุมชนทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้ามาเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน นอกจากนี้การมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่จะช่วยให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น รวมทั้งเงินสมทบกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อให้ชุมชนนำไปพัฒนาพื้นที่ ทั้งด้านคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ทำให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยภายในกิจกรรมดังกล่าวมีการเดินรณรงค์และมารวมตัวกัน ณ เทพาบีช รีสอร์ท เพื่อแสดงจุดยืนให้เร่งก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา โดยขอให้ฟังเสียงของคนในพื้นที่และขอให้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจเอง

กฟผ. ต้อนรับอบอุ่น ฮีโร่โอลิมปิก 2016 ริโอเกมส์ เดินหน้าหนุนสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ หวังสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น

กฟผ. เปิดบ้านต้อนรับฮีโร่ ริโอเกมส์ 2016 และทัพนักยกลูกเหล็กทีมชาติไทยอย่างอบอุ่น พร้อมตบรางวัลพิเศษเป็นขวัญกำลังใจนักกีฬา ยืนยันเตรียมหนุนหลังสมาคมยกน้ำหนักฯ ต่อเนื่อง ในการจัดทัพสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ณ ประเทศญี่ปุ่น
วันนี้ (22 สิงหาคม 2559) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เปิดบ้านให้การต้อนรับคณะนักกีฬายกน้ำหนัก สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ กลับจากการแข่งขันโอลิมปิก 2016 “ริโอเกมส์” ที่ประเทศบราซิล ซึ่งนักยกลูกเหล็กไทยทำผลงานคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง สร้างความสุขให้คนไทยได้สำเร็จ โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. นายชลธี ยังตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. ส่วนราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย นนทบุรี
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เป็นผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ มาตั้งแต่ปี 2547 รวมงบประมาณสนับสนุนตลอด 12 ปี กว่า 154 ล้านบาท และในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ กฟผ. ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬายกน้ำหนักที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในเวทีโอลิมปิก 2016 ด้วยผลงาน 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และความมุ่งมั่นตั้งใจของนักกีฬายกน้ำหนักทุกคนที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ กฟผ. ขอขอบคุณนักกีฬาและผู้ฝึกสอนทุกคนที่ได้อดทนเสียสละฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทย
นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าวว่า การก้าวขึ้นไปรับรางวัลระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขเสมอมา โดยเฉพาะปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของสมาคมฯ ในหลายด้าน เช่น การได้โควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกสูงสุดถึง 9 คน และเป็นปีที่ประสบความสำเร็จในโอลิมปิกมากที่สุด คือได้ถึง 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง นับตั้งแต่เอเธนส์เกมส์ 2004 ซึ่งเป็นปีแรกที่ กฟผ. ให้การสนับสนุนสมาคมฯ ที่ไทยได้ 2 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง ดังนั้น กฟผ. จึงภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันตั้งแต่ต้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กีฬายกน้ำหนักเป็นความหวังและความสุขของคนไทย
“กฟผ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ต่อไป เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มที่ของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และทีมงาน โดยต่อจากนี้จะได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ. พิจารณาถึงแนวทางการสนับสนุน เพื่อพัฒนานักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติ และจัดเวทีการแข่งขันในประเทศเพื่อเฟ้นหานักกีฬาช้างเผือกมาประดับทีมชาติ เตรียมสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นในอีก 4 ปีข้างหน้าต่อไป” รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าว
โอกาสนี้ กฟผ. ได้มอบรางวัลพิเศษจำนวน 1,000,000 บาทแก่ น้องแนน โสภิตา ธนสาร เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก รุ่น 48 กิโลกรัมหญิง และน้องฝ้าย สุกัญญา ศรีสุราช เจ้าของเหรียญทองรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง รวมถึงรางวัลพิเศษ 500,000 บาท ให้กับ น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว เจ้าของเหรียญเงินรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง และ 300,000 บาท ให้กับ เจ้าดุ่ย สินธุ์เพชร์ กรวยทอง ที่คว้าเหรียญทองแดงแรกของไทยจากนักยกน้ำหนักประเภทชายได้สำเร็จ สำหรับเจ้าก๊อต จตุภูมิ ชินวงค์ และเจ้าบอม ศรัท สุ่มประดิษฐ ที่คว้าลำดับที่ 4 กฟผ. มอบรางวัลพิเศษให้คนละ 100,000 บาท เป็นขวัญกำลังใจแม้จะพลาดเหรียญจากโอลิมปิกครั้งนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อแสดงความชื่นชมนักกีฬาทุกคนที่ได้ทุ่มเทจนทำให้ทัพนักยกน้ำหนักไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

แตกตื่นทั้งงานศพ!คนร้ายจ่อยิงแกนนำม็อบสวนปาล์มดับ


 

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. พ.ต.ต.โสภณ คงทอง พนักงานสอบสวนสภ.เมืองกระบี่ รับแจ้งเหตุเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต เหตุเกิดภายในพิธีบำเพ็ญกุศลศพของคนในหมู่บ้าน ซึ่งตั้งศพภายในวัดห้วยโต้ ม.4 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยพ.ต.อ.วิทยา เมฆใส พงส.ผทค.(หน.งานสอบสวน) สภ.เมืองกระบี่ พ.ต.ท.นพดล มุกดา รองผกก.สส. ร.ต.ท.นิรุตต์ ดินแดง รองสว.สส.สภ.เมืองกระบี่ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรโรงพยาบาลกระบี่ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบิพิทักษ์ประชา


 ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณศาลาโรงเลี้ยงอาหารภายในวัด มีชาวบ้านยืนมุงดูกันจำนวนมาก ที่พื้นซึ่งปูด้วยกระเบื้องพบศพผู้เสียชีวิตอยู่ในสภาพนอนหงายจมกองเลือด ทราบชื่อต่อมาคือนายวีระพงศ์ ชูเพชร  อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 192 ม.4 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ อยู่ในชุดสวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีดำ ด้านหน้ามีลายรูปหนุมานสีขาว นุ่งกางเกงขาสามส่วนสีขาว สวมรองเท้าแตะยางสีดำ ชันสูตรมีบาดแผล ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่ต้นคอด้านซ้าย 1 นัด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในที่เกิดเหตุเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการต่อสู้ และไม่พบปลอกกระสุนปืนแต่อย่างใด  


 สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเดินทางมาร่วมงานศพดังกล่าว โดยนั่งรับประทานอาหารภายในศาลาโรงอาหาร จัดไว้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงานศพ จนกระทั่งตกดึกคนที่มาร่วมงานศพเริ่มทยอยเดินทางกลับ ผู้ตายก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินกลับมาที่ศาลาโรงอาหาร ก็มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนคาดว่าเดินตามหลังผู้ตาย มาแล้วใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดจ่องยิงต้นคอผู้ตาย 1 นัด แล้วหลบหนีไป ท่ามกลางความตกตะลึงของญาติชาวบ้านที่มาร่วมงานศพ

 ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นสังหาร น่าจะมามาจากความขัดแย้งส่วนตัว ที่ผู้ตายอาจจะมีความบาดหมางกับคนร้ายก่อเหตุมาก่อนหน้านี้ และอีกประเด็นคือขัดแย้งผลประโยชน์ ซึ่งคนร้ายน่าจะรู้จักกับผู้ตายเป็นอย่างดีและติดตามความเคลื่อนไหวผู้ตายมาโดยตลอด เมื่อสบโอกาสจึงลงมือก่อเหตุดังกล่าว และจากการสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ ทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นคนในพื้นที่หมู่บ้านใกล้เคียง หลังเกิดเหตุขับรถกระบะหลบหนีไป แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอหมายจับกุมติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป    

 สำหรับนายวีระพงศ์ผู้ตาย เคยเป็นแกนนำชาวบ้าน บุกเข้าไปยึดที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน ของบริษัทเอกชนในพื้นที่ ม.4 ต.ทับปริก ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินสาธารณประโยชน์ (น.ส.ล.) และที่ดิน สปก. เนื้อที่กว่า 10,400 ไร่ เมื่อกลางปี 58 โดยระบุว่ามีอาการออกเอกสารสิทธิ์ครอบครองโดยมิชอบ แต่ถูกชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งอ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าว รวมตัวกันผลักดันออกจากพื้นที่ และมีความขัดแย้งกันเรื่อยมา และล่าสุดผู้ตายยังออกมาเคลื่อนไหวการเข้าไปยึดสวนปาล์มน้ำมันของบริษัทเอกชนรายหนึ่งอีก และเตรียมนัดรวมกลุ่มกับชาวบ้านในหมู่บ้าน แต่ก็มาถูกลอบยิงเสียชีวิตเสียก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนหาสาเหตุการตาย และติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

Peakไฟฟ้าภาคใต้เกิดวันแรกที่หยุดจ่ายก๊าซ ทะลุ2,511เมกะวัตต์

Peakไฟฟ้าภาคใต้เกิดขึ้นวันแรกที่เริ่มหยุดจ่ายก๊าซแหล่งJDA  กฟผ.ย้ำขอความร่วมมือทุกฝ่ายช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงเวลา18.00 – 21.30 น. ระหว่างการหยุดจ่ายก๊าซวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2559  ระบุภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้แจ้งถึงสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้มายังกระทรวงพลังงานว่าเมื่อเวลา 19.07น.ของวันที่20 ส.ค.2559 ได้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(Peak)ขึ้นที่2,511 เมกะวัตต์  ซึ่งสูงกว่าPeak ของปี2558 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา19.30 วันที่6เม.ย. ที่ 2,504 เมกะวัตต์  และสูงเกินกว่าแผนที่กฟผ.ตั้งไว้2,440 เมกะวัตต์
โดยPeakไฟฟ้าที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้ปริมาณการส่งไฟฟ้าจากระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง500KV จากภาคกลาง ลงไปช่วยพื้นที่ภาคใต้ มีปริมาณสูงสุดที่667.75 เมกะวัตต์  เนื่องจากกำลังผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าที่ภาคใต้ มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงวันที่20-31 ส.ค.2559 เป็นช่วงที่มีหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18)  เพื่อบำรุงรักษาประจำปี ทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบ 421 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  โดยกฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่งและเชื้อเพลิง ที่สำคัญ คือ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 ของ กฟผ. พร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลแทน ซึ่งได้ดำเนินการทดสอบเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังได้ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้า ไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วย 
Peak ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในวันที่20 ส.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการเริ่มหยุดจ่ายก๊าซ   ทำให้ กฟผ. ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ช่วงเวลา 18.00 – 21.30 น. ระหว่างการหยุดจ่ายก๊าซวันที่ 20 – 31 สิงหาคม 2559 เพื่อให้เกิดความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าของภาคใต้และภาพรวมของประเทศ 
การหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA-A18) เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 5 ต่อปี   ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ.ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นในการจัดหาแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มเติม เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้มีเพียงพอและมั่นคงในระยะยาว โดยต้องมีการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้สมดุล
===============สินค้าแนะนำ===============

ป้ายยึดคืนที่ดิน"กระบี่-สุราษฎร์ฯ"เกือบ2หมื่นไร่

     พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ณ บ้านไหนหนัง จ.กระบี่ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ตามที่รัฐบาลได้มีการออก พรก.การประมง พ.ศ.2558 เพื่อสร้างความยั่งยืนในการทำประมงตามมาตรฐานสากล ให้มีทรัพยากรเพียงพอไปตลอดและไม่ทำลายทรัพยากรจนเกินไป โดยแบ่งการประมงเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ประมงน้ำจืด ประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์ ซึ่งในส่วนประมงพื้นบ้านนี้ รัฐบาลไม่ได้เข้าไปควบคุมมาก เนื่องจากขีดความสามารถของเครื่องมือประมงไม่มากนัก และชุมชนสามารถดูแลตนเองได้ ซึ่งชุมชนประมงท้องถิ่น “ต้นแบบ” บ้านไหนหนัง ได้มีการรักษาทรัพยากรได้เป็นอย่างดี โดยได้มีการกำหนดกฎระเบียบ ดูแลชุมชน ทั้งดูแลป่าชายเลน ทำบ้านปลา และไม่จับปลาแบบผิดวิธี เป็นต้น จึงน่ายกย่องให้เป็นแบบอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ
           สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาประมงอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันให้ชาวประมงดูแลกันเองได้ หากเข้าใจหลักการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืน ตกลงกันว่าจะทำประมงที่ไม่ทำลายล้างจนเกินไป ให้ทรัพยากรสามารถฟื้นตัวได้ รัฐบาลก็พร้อมให้การสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ตามแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งในปี งบประมาณ 2559 กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงได้เพิ่มเติมปริมาณสัตว์น้ำ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่บ้านไหนหนัง อาทิ ปล่อยหอยจุ๊บแจง 5 หมื่นตัว ปล่อยหอยชักตีน 1 แสนตัว ปล่อยหอยแครง 6 ล้านตัว ปล่อยลูกพันธุ์ปูม้า 1.5 แสนตัว ปล่อยลูกพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 1.5 ล้านตัว และปล่อยลูกพันธุ์ปลากะพงขาว 3 หมื่นตัว ต่อมา พลเอก ฉัตรชัย ได้เดินทางไปรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของ ส.ป.ก. 4 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ยะลา และสุราษฎร์ธานี และมอบนโยบายการปฏิบัติงาน ณ ศาลากลางจึงหวัดกระบี่ ซึ่งพื้นที่ในภาพรวมทั้ง 4 จังหวัด มี 2 กรณี ได้แก่ กรณีที่ที่ดินยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป มีพื้นที่เป้าหมายรวม 31 แปลง พื้นที่ 33,853 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ในการปลูกยางพาราและปาล์ม โดยได้ทำการปิดประกาศทั้ง 31 แปลงแล้ว และกรณีที่ที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่ ส.ป.ก. แล้ว มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป จำนวน 3 แปลง มีพื้นที่ 3,886 ไร่
          ทั้งนี้ แต่ละจังหวัดได้มีการรายงานผลการดำเนินการ มีรายละเอียดคือ จังหวัดกระบี่ พื้นที่เป้าหมาย 18 แปลง เนื้อที่ 13,951.05 ไร่ มีผู้ยื่นคัดค้าน 127 ราย (เนื้อที่ 2,909 ไร่) เหลือจากยื่นคัดค้าน 5,390 ไร่ ไม่ยื่นคัดค้านเลย 8 แปลง (เนื้อที่ 5,651 ไร่) ดังนั้น เนื้อที่ที่ต้องดำเนินการปักป้ายยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. 11,041 ไร่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่เป้าหมาย 8 แปลง เนื้อที่ 9,839 ไร่ มีผู้ยื่นคัดค้าน 63 ราย (เนื้อที่ 1,558 ไร่) ไม่ยื่นคัดค้านเลย 5 แปลง (เนื้อที่ 7,272 ไร่) ดังนั้น เนื้อที่ที่ต้องดำเนินการปักป้ายยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. 8,284 ไร่ จังหวัดชุมพร พื้นที่เป้าหมาย 3 แปลง เนื้อที่ 7,578 ไร่ มีผู้ยื่นคัดค้าน 24 ราย (เนื้อที่ 6,842.5 ไร่) และจังหวัดยะลา พื้นที่เป้าหมาย 2 แปลง เนื้อที่ 2,482 ไร่ มีผู้ยื่นคัดค้าน 232 ราย (เนื้อที่ 2,482 ไร่)

DD SHOP

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...