ครูหนึ่งกีต้าร์โฟล์ค

สอนแบบตัวต่อตัวและหมู่คณะเปิดคอร์สพิเศษ สอนนอกสถานที่ สอบถามรายละเอียด 088 7681653

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

โฆษณา

‘ฉลามขาว’ จับตระกูลดังรุกป่าชายเลน ประสาน ผบ.ตร.โอนคดีอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์รุกป่าสงวนกระบี่เข้าส่วนกลาง

น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงกรณีชุดปฏิบัติการฉลามขาวเข้าตรวจยึดจับกุมท่าเรือซีพีและนากุ้งที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสม จ.ตราด กว่า 50 ไร่ โดยผู้ครอบครองโฉนดที่ดินเป็นคนจากตระกูลดัง “เจียรวนนท์” ว่า เป็นการบังคับใช้กฎหมายของ ทช. เพื่อทวงคืนผืนป่าตามนโยบายของรัฐบาล โดยไม่เลือกว่าผู้ที่ครอบครองที่ดินจะมาจากตระกูลใด แต่เมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีดังกล่าวผู้ที่ครอบครองโฉนดที่ดินมีพื้นที่ในโฉนดน้อยกว่าพื้นที่ใช้ประโยชน์จริง โดย ทช.ได้ประสานกับกรมที่ดินในการตรวจสอบ โดยมีนายอนันต์ สว่างไสว ผู้จัดการท่าเทียบเรือ และนายชัยวัฒน์ ถนอมพันธ์ แสดงตนและยอมรับว่าครอบครองพื้นที่เกินและเข้าไปทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสมจริง ทช.จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 2 คน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตระกูลใดก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
อธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า พื้นที่ป่าชายเลนที่ผ่านมาถูกบุกรุกอย่างมาก จากเดิมประเทศไทยมีมากถึง 2.3 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1.53 ล้านไร่ แสดงให้เห็นว่าในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยสูญเสียไปกว่า 7.7 แสนไร่ พื้นที่ป่าชายเลนส่วนใหญ่ถูกบุกรุกทำนากุ้ง เช่น จ.ตราด จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ดังนั้น ทช.จะรักษาพื้นที่ป่าชายเลนที่เหลืออยู่ 1.53 ล้านไร่ให้คงอยู่ให้ได้ โดยจากนี้กรมจะมีการย้ายหน่วยป้องกันรักษาป่า 45 หน่วยเข้าไปดูแลในพื้นที่ป่าชายเลนอย่างใกล้ชิด และจะเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ โดยจะใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนและถ่ายทอดสดมายังหน่วยป้องกันฯทุกวันเพื่อจะดูว่ามีการบุกรุกหรือไม่ นอกจากนี้ หน่วยป้องกันฯจะร่วมกับหน่วยงานของ ทช.ใน 23 จังหวัด ดำเนินการป้องกันรักษาป่าชายเลนอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะประกาศพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์เป็นป่าของกรมเอง โดยขณะนี้ได้ทำหนังสือมายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
ด้านนายรัชชัย พรพา หัวหน้าชุดปฏิบัติการฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ที่ดินที่เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมาเป็นการตรวจสอบตามโฉนดของกรมที่ดิน ซึ่งกรมได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลังจากมีการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีกลุ่มนายทุนทำนากุ้งบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสม จึงมีการตรวจสอบโฉนดผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว พบว่าเป็นของนายจรัญ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณหญิงเอื้อปราณี เจียรวนนท์ และนางนุชนารถ เจียรวนนท์ รวม 7 แปลง เป็นโฉนด 6 แปลง และ น.ส.3 จำนวน 1 แปลง ซึ่งขณะนี้ได้มีการตรวจสอบโฉนดและการใช้ประโยชน์จากที่ดินจริง จากการเดินพิสูจน์พบว่ามี 1 แปลงที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสมซึ่งออกโฉนดโดยมิชอบ ส่วนโฉนดที่เหลือกำลังสำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนพื้นที่ที่มีการจับกุมคือนากุ้ง อู่ซ่อมเรือ และปั๊มน้ำมัน ตามกฎหมายต้องมีการรื้อถอนทุบทิ้ง ทั้งนี้ ต้องรอเจ้าของมาแสดงตัว หากไม่มาก็สามารถใช้มาตรา 25 เพื่อรื้อถอนได้ทันที ขณะที่ในส่วนของท่าเทียบเรือ กำลังเร่งพิสูจน์ร่วมกับกรมเจ้าท่าว่าอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ หากพบว่าอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติก็ต้องรื้อถอน
นายรัชชัยกล่าวต่อว่า การเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นของตระกูลเจียรวนนท์เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ได้เลือกปฏิบัติ คนในพื้นที่ดังกล่าวก็รู้กันดีว่าเป็นพื้นที่ของใคร แล้วเรียกติดปากว่าเป็นของบริษัทซีพี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายจรัญซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทุกอย่างกรมดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพื้นที่ของตระกูลดังเจียรวนนท์ที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าโสมมีทั้งหมด 6 แปลง เป็นชื่อของนายจรัญ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำนวน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 16810 เนื้อที่ 4.99 ไร่ และมี น.ส.3 จำนวน 1 แปลง เลขที่ 121/112 เนื้อที่ 2 ไร่ เป็นโฉนดของคุณหญิงเอื้อปราณี เจียรวนนท์ ภรรยานายจรัญ จำนวน 4 แปลง โฉนดเลขที่ 16702, 16703, 16811, 16816 เนื้อที่ 42.87 ไร่ เป็นของนางนุชนารถ เจียรวนนท์ บุตรสาว จำนวน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 16701 เนื้อที่ 6.29 ไร่

ด้านนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดี ทช. กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อขอให้รับโอนคดีด้านป่าไม้ให้กับพนักงานสอบสวนกลางดำเนินการในคดีที่ ทช.ได้ดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดบุกรุกป่าชายเลนเมื่อวันที่ 28-30 มิถุนายนที่ผ่านมา จำนวน 3 คดี ได้แก่ 1.บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองจิหลาด หมู่ 4 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ เนื้อที่ 33-2-08 ไร่ ผู้ต้องหา 2 คน 2.บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติคลองจิหลาด หมู่ 5 ต.ไสไทย เนื้อที่ 89-0-46 ไร่ ผู้ต้องหา 1 คน และคดีที่ 3 บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองจิหลาด หมู่ 6 ต.ไสไทย เนื้อที่ 12-2-75 ไร่
รองอธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า โดยทั้ง 3 คดีเป็นคดีรายใหญ่ที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ประกอบกับคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิด ทำให้การสอบสวนสืบสวนในพื้นที่ดำเนินการไปได้อย่างไม่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษได้ จึงขอโอนคดีทั้ง 3 คดีดังกล่าวไปยังพนักงานสอบสวนส่วนกลาง
นายศักดิ์ดากล่าวว่า นอกจากนี้ ทช.ได้ทำหนังสือไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิด เนื่องจากได้ตรวจสอบที่ดินป่าชายเลนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองจิหลาด ต.ไสไทย พบมีการครอบครองและทำประโยชน์ทำบ่อเลี้ยงกุ้งเนื้อที่ 131-0-26 ไร่ แต่ได้นำโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ และ ส.ค.1 จำนวน 1 ฉบับมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีเนื้อที่ทำประโยชน์เกินจากโฉนดที่นำมาแสดง เนื้อที่ 89-0-46 ไร่ อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ออกโฉนดที่ดินมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานหนังสือแสดงสิทธิครอบครองที่ดินทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจึงเป็นการทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวน ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการออกโฉนดทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงเป็นความผิดทางอาญาฐานจัดทำเอกสารหรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ และฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายต่อป่าชายเลนและป่าสงวนแห่งชาติ จึงต้องประสานกับดีเอสไอเพื่อพิจารณาดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวต่อไป
ขอบคุณข้อมูล/

มติชนออนไลน์========================สนในโฆษณา 0887681653============



แม่ค้าตลาดซิตี้ เครียดปัญหาส่วนตัว เขียนจดหมายสั่งเสีย คว้าทูตมรณะเป่าสมองหนีปัญหา


17 ก.ย.59 ร.ต.อ พิภัช วงค์เดช รองสว.(สอบสวน)สภ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประชาสันติสุขกระบี่ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังรับแจ้งเหตุคนยิงตัวตายเหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 163/18 ม.7 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น บนห้องนอนชั้นสอง พบศพผู้เสียชีวิตสภาพนอนหงาย จมกองเลือดบนเตียงนอน สวมเสื้อยืดแขนสั้น ทราบชื่อต่อมาคือนางสาว สุปราณี หวังถนอม อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว มีบาดแผละถูกยิงด้วยอาวุธปืน ที่บริเวณขมับขวา1นัดกระสุนฝังใน ข้างตัวผู้ตายพบอาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ จำนวน1กระบอก นอกจากนี้ยังพบจดหมายลาตายเขียนด้วยปากกาในสมุดบันทึก จำนวนวน 4 หน้า กระดาษ ในทำนองตัดพ้อที่ตัวเองทำผิดหลายครั้ง ทำให้พ่อแม่และคนที่รักผิดหวัง จึงตัดสินไม่ขออยู่ในโลกนี้อีกฯ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานสอบสวนนายสุดรัก คำสุข อายุ 33ปี สามีผู้ตายทราบว่า ผู้ตายมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายขนมหม้อแกงและบะหมี่ผัดที่ตลาดซิตี้ ภายในเขตเทศบาลเมืองกระบี่ โดยเช่าบ้านหลังดังกล่าวพักอาศัยอยู่รวมกับญาติพี่น้องรวม4คน ก่อนเกิดเหตุช่วงค่ำผู้ตายก็ได้ขึ้นไปนอนในห้องที่เกิดเหตุเพียงลำพัง โดยมีญาติพี่น้องและตนนอนอยู่ชั้นล่าง จากนั้นช่วงเวลาประมาณ ตี4 คนในบ้านได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงประทัดแต่ไม่เอะใจเพราะข้างบ้านมีการจุดประทัดประจำประกอบกับช่วงนั้นมีฝนตกหนัก จนกระทั่งรุ่งเช้าเห็นว่าผู้ตายไม่ได้ลุกขึ้นมาทำขนมขายเหมือนทุกวัน จึงผลักประตูห้องเข้าไปพบว่าภรรยานอนจมกองเลือดแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายเกิดความเครียดเรื่องหนี้สิน หรืออาจจะติดการพนันบางอย่าง และมีการกู้เงินนอกระบบ ประกอบกับเงินที่ญาติฝากให้เป็นค่าเช่าบ้านแต่กลับเอาเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นเมื่อถูกญาติทวงถามทำให้เกิดความเครียดจึงตัดสินใจ เขียนจดหมายลาตายก่อนใช้อาวุธปืนยิงตัวตายหนีปัญหา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนสาเหตุการตายอย่างละเอียดครั้งก่อนมอบศพให้ญาติทำพิธีทางศาสนาต่อไป
ขอบคุณข้อมูลภาพ/ข่าว ดิษ เมืองดาบ(รายงาน)
==================สนใจลงโฆษณา 0887681653====================

กฟผ. คว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปีนี้รับเพิ่ม 2 รางวัล

ปีนี้รับเพิ่ม 2 รางวัล ประเภทการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น และ นวัตกรรมดีเด่น กฟผ. รับรางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น และ รางวัลนวัตกรรมดีเด่น จากผลงานระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ ในงานประกาศผลรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2559
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จัดงานประกาศผลรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น หรือ SOE Award ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด ประชารัฐวิสาหกิจ ผนึกพลัง สร้างไทยยั่งยืน โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานพร้อมทั้งมอบรางวัลและนโยบายให้แก่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. และผู้บริหาร กฟผ. ร่วมงาน ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เอ 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับผลการประกาศรางวัลร้ฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2559 ผลปรากฏว่า กฟผ. ได้รับรางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น และ รางวัลนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent Generation Controller) ทั้งนี้เมื่อปี 2558 กฟผ. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 1 รางวัล ในประเภทนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน เครื่องปรับแนวสายพานส่งถ่านลิกไนต์ เหมืองแม่เมาะ
=================สนใจลงโฆษณา 0887681653====================

กฟผ. ยืนยันโครงการกระบี่และเทพา จำเป็นต่อการพัฒนาไฟฟ้าภาคใต้และของประเทศ

กฟผ. ยืนยันเดินตามโรดแม๊บกระบี่และเทพา มิเช่นนั้น ประเทศจะต้องฝากอนาคตไว้กับก๊าซธรรมชาติที่มีราคาแพง ส่วนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน กฟผ. พร้อมเดินหน้า โดยเฉพาะพลังงานชีวมวล เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาข้อสรุปนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการต่อไป สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นไปตามแผนงาน อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ
“โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา มีความจำเป็นต่อการพัฒนาพลังงานในภาคใต้ ที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ทุกปี และหากประเทศยังมีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จะต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น”
กรณีชุมชนทับสะแกเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่นั้น ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวยืนยันว่า กฟผ. ไม่เคยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะเรามีพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับชุมชนในปี 2550 ว่า กฟผ. จะไม่พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก แต่ถ้าในอนาคตชุมชนในพื้นที่ต้องการให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จริง ก็จะต้องเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน โดย กฟผ. พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายและความต้องการของชุมชน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดที่สุดในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญไปพร้อมๆ กัน
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนในปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า (Non-firm) กฟผ. ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าหลักรองรับในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งเป็นภาระส่วนเพิ่มที่ผู้ลงทุนพลังงานทดแทนไม่ต้องจ่าย แต่ถูกผลักเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้อง
จ่ายเพิ่ม อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เป็นนโยบายที่ภาครัฐมีเป้าหมายต้องการให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดังนั้นในส่วนของ กฟผ. ที่จะเสนอกระทรวงพลังงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ จึงจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้ประสบวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าได้ เช่น ในยุโรปหลายประเทศที่มีค่าไฟฟ้าแพง อาทิ เยอรมนี และเดนมาร์ก
==============โฆษณา 0887681653=====================

"วีไอพีสุด ๆ บน "Firefly" คู่รักอังกฤษบินจากกระบี่ไปปีนัง ทั้งลำมีแค่ 2 คน!"


"นักท่องเที่ยวแบกเป้ชาวอังกฤษจากนอร์ธ ยอร์คไชร์ 2 คน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับประสบการณ์สุดประทับใจอย่างไม่คาดฝัน เมื่อพวกเขาได้ขึ้นเที่ยวบินพิเศษที่มีผู้โดยสารคือพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้นแครี่ ฟิชเชอร์ และแฟนหนุ่ม ไคเอิล แม็คนิคอล ซึ่งมีวัย 28 ปีเท่ากัน กำลังเดินทางจากจังหวัดกระบี่ไปยังรัฐปีนังของมาเลเซีย โดยสารการบิน " Firefly Airlines" ของมาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และพบว่า ตลอดการเดินทางที่้ใช้เวลา 70 นาที มีพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น และพวกเขาใช้โอกาสของการเป็นผู้โดยสารวีไอพี บันทึกภาพตัวเองไปรอบๆ ห้องโดยสาร ที่รวมทั้งการนอนเลื้อยไปกับพื้นทางเดินของแม็คนิคอลด้วยฟิชเชอร์ ซึ่งลาออกจากงานเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวเป็นเวลา 1 ปี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์ตรวจรับบัตรโดยสาร บอกว่า เป็นวันพิเศษ จากนั้นเธอก็รู้สึกตกใจและเครียดเล็กน้อย เมื่อพบว่าต้องเดินทางเพียงลำพังสองคน ลูกเรือเองก็เคอะเขินไม่น้อย เพราะพวกเขาเพิ่งเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน และเมื่อถามว่าจะให้นั่งตรงไหนลูกเรือก็บอกให้เลือกนั่งเอาเองตามใจชอบ จะเดินไปไหนก็ได้ แต่ห้ามกระโดดโลดเต้น ตอนที่ก้าวลงจากเครื่องบินที่ปีนัง พวกพนักงานภาคพื้นดินก็ยืนหัวเราะต้อนรับ และมีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งก็พาพวกเขาไปที่ช่องตรวจคนเข้าเมือง และพวกเขาก็หัวเราะกันใหญ่ตอนที่ถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้เดินทางกันแค่สองคน ก่อนที่จะไปปีนัง พวกเขาไปญี่ปุ่น, จีน, เวียดนามและไทย และในระหว่างที่อยู่ในมาเลเซียก็จะวางแผนเที่ยวประเทศอื่นต่อไป"

Nation TV - เว็บไซต์สถานีข่าวอันดับ 1 ของเมืองไทย
"เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Carrie Fisher/Guzelian"
อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/foreign/378516201/
====================สนใจลงโฆษณา 0887681653================

คลอด24ผู้ว่าฯใหม่– 3ผู้ตรวจฯ ย้ายสลับดันใหญ่ 3 เก้าอี้ ด้าน "โชคชัย" ทิ้งผลงานชิ้นโบว์แดงเชือด32นายกฯอบต. ขยับคุมภูเก็ต

คลอด24ผู้ว่าฯใหม่– 3ผู้ตรวจฯ ย้ายสลับดันใหญ่ 3 เก้าอี้ ด้าน "โชคชัย" ทิ้งผลงานชิ้นโบว์แดงเชือด32นายกฯอบต. ขยับคุมภูเก็ต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้นำบัญชีรายชื่อข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นการแต่งตั้งเลื่อน “รองผู้ว่าฯ-รองอธิบดี” เลื่อนชั้นไปนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัด 24 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ 3 ตำแหน่ง และย้ายสลับผู้ว่าฯ 3 ราย รวม 30 ตำแหน่ง
โดย 27 รายเป็นการแต่งตั้งเลื่อนเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างเกษียณอายุราชการ และ 3 รายย้ายสลับพื้นที่เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธานการประชุมแล้ว เพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยบัญชีรายชื่อทั้งหมด มีดังนี้
1.นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผวจ.นครนายก ได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.นครศรีอยุธยา
2.นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผวจ.มหาสารคาม ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ภูเก็ต
3.นายสุวัฒน์ พรหมสุวรรณ ผวจ.น่าน ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ลำปาง
4.นายวิศิษฐ คูรัตนเวช รองผวจ.อุทัยธานี ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ
5.นายสมฤกษ์ บัวใหญ่ รองผวจ.อ่างทอง ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ
6.นางสายพิรุณ น้อยศิริ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ
7.นายไพศาล วิมลรัตน์ รองผวจ.ฉะเชิงเทรา ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.น่าน
8.นายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมเกียรติ รองผวจ.สมุทรสาคร ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.พะเยา
9.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี รองผวจ.สุพรรณบุรี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.พิจิตร
10.นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล รองผวจ.ปทุมธานี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เพชรบูรณ์
11.นายวัฒนา พุฒิชาติ รองผวจ.ศรีษะเกษ ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.แพร่
12.นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รองผวจ.สิงห์บุรี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.แม่ฮ่องสอน
13.นายวีระชัย ภู่เพียงใจ รองผวจ.อุตรดิตถ์ ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ลำพูน
14.นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป รองผวจ.ลพบุรี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.กาฬสินธุ์
15.นายพิสุทธ์ บุษยพรรณพงศ์ รองผวจ.อุบลราชธานี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.บึงกาฬ
16.นายเสน่ห์ นนทะโชติ รองผวจ.เลย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.มหาสารคาม
17.นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทยไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ร้อยเอ็ด
18.นายคุมพล บรรเทาทุกข์ รองผวจ.สกลนคร ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เลย
19.นายวิทยา จันทร์ฉลอง รองผวจ.บุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.สกลนคร
20.นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล รองผวจ.พิษณุโลก ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.หนองบัวลำภู
21.นายสิริรัฐ ชุมอุปการ รองผวจ.ระนอง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อำนาจเจริญ
22.นายณรงค์ พลละเอียด รองผวจ.ระนอง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ชุมพร
23.นายศิริพัฒ พัฒกุล รองผวจ.นครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตรัง
24.นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ รองผวจ.ปัตตานี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ปัตตานี
25.นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ รองผวจ.ระนอง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ระนอง
26.นายอวยชัย อินทร์นาค รองผวจ.สุราษฎร์ธานี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.สุราษฎร์ธานี
27.นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ รองผวจ.พะเยา ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ชัยนาท
28.นายประดิษฐ์ ยมานันท์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.นครนายก
29.นายคันฉัตร ตันเสถียร รองผวจ.อุบลราชธานี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ. สมุทรสงคราม และ
30.นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ รองผวจ.จันทรบุรี ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.สระแก้ว
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

ขึ้นป้ายล่าผู้ต้องหาคดีบึ้ม7จังหวัดภาคใต้....

สารวัตรตำรวจสันติบาลเมืองคอนนำทีมขึ้นป้ายคัตเฮาส์ขนาดใหญ่ 4 มุมเมืองประกาศจับคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิด-วางเพลงป่วนจังหวัดภาคใต้ตอนบน-หวังประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสความเคลื่อนไหวในการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากกรณีที่คนร้ายก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2559 และเหตุวางระเบิดที่ อ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2558 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเสนอขอหมายจับกุมคนร้ายได้จำนวนหนึ่ง และอีกจำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ตามที่เสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

(12 ก.ย.)ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ต.ท.เตโชทัย ขุนนัดเชียร สารวัตรกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (สว.กก.4 บก.ส.1 )ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมกำลังตำรวจได้นำติดป้ายไวนิลบุคคลตามหมายจับเหตุระเบิดและวางเพลิงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน มาจัดทำเป็นป้ายคัตเฮาส์ขนาดใหญ่ไป 3×4 เมตร ไปขึ้นติดเพื่อประชาสัมพันธ์ตามจุดใหญ่ ๆ ทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช รวม 4 จุด หรือ “ 4 มุมเมือง” ประกอบด้วย 1.สามแยกบางปู ถนนนครศรีธรรมราช-สุราษฏร์ธานี ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 2.สี่แยกเบญจมราชูทิศ ถนนสายกะโรม ตัดกับถนนเบญจมราชูทิศ –ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 3.สามแยกนาหลวง ถนนทางไป อ.ปากพนัง ท้องที่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราชและ 4.สามแยกสวนผัก ถนนเอเชีย 41 ต.ร่อนพิบูลย์ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ท่ามกลางความในใจของผู้ที่ขับรถสัญจรไปมาและชาวบ้านมี่ละแวกใกล้เคียงจำนวนมาก
พ.ต.ท.เตโชทัย ขุนนัดเชียร กล่าวว่าการติดป้ายคัตเฮาส์รายชื่อและภาพบุคคลตามหมายจับดังกล่าว ทั้งในส่วนของคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดที่ อ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2558 และวางระเบิดและวางเพลิงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2559 ทั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ หากประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสและความเคลื่อนไหวของบุคคล ซึ่งเป็นคนร้ายตามหมายจับดังกล่าว สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้ หรือแจ้งได้ที่หมายเลข 191 เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป.
ขอบคุณข้อมูลข่าว/ไพฑูรย์ อินทศิลา /กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ /นครศรีธรรมราช
=============================

งง 3 อุทยานดัง “พีพี-อ่าวพังงา-สิมิลัน” ทำรายได้รวมกันกว่าพันล้าน แต่หัวหน้าถูกตั้งกก.สอบ

12 กันยายน นายสุรชัย อักษรวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์(สบอ.) ที่ 5(นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหัวหน้าอุทยานฯ อ่าวพังงา อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี และอุทยานฯ สิมิลัน ตามคำสั่งของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เรื่อง การคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่อุทยานทางทะเล ที่ได้เก็บเงินค่าขึ้นอุทยานแห่งชาติวันละไม่ต่ำกว่า 300,000 – 500,000 บาท แต่ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น เช่น ที่จอดเรือ ทำให้เรือต้องทิ้งสมอโดนปะการังเสียหาย ไม่เคยเก็บขยะทำความสะอาด เงินที่เก็บเอาไปไหนหมดและพนักงานเก็บตั๋วมีเงินฝากเป็นล้าน สรุปคือเก็บเงินแล้วไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย ทั้งนี้ สบอ.5 ได้พิจารณาเห็นแล้วว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บค่าบริการให้ความสะดวกต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติ การพิจารณาใช้เงินรายได้เพื่อทำนุบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติและการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บเงินค่าบริการในอุทยานฯ อ่าวพังงา อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี และอุทยานฯ สิมิลัน ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย 1.นายพงษ์พยัคฆ์ ศรียา เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส เป็นประธาน 2.นายมงคล ลิ่ววิริยะกุล เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน กรรมการ และ 3.นายอิทธิพล อยู่ไพบูลย์ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน กรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ได้ความว่า การจัดเก็บค่าบริการให้ความสะดวกต่างๆ ในอุทยานฯ เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อุทยานฯ มีมาตรการควบคุม ตวจสอบเจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บค่าบริการหรือไม่ อย่างไร การพิจารณาใช้เงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานฯ ในกรณีที่จอดเรือ ทุ่นผูกเรือ มีเพียงพอหรือไม่ การเก็บขยะทำความสะอาดในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดูแลทั่วถึงหรือไม่ โดยให้ถือปฎิบัติตามนัยหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย
นายจิระศักดิ์ ชูความดี ผู้อำนวยการ สบอ.5(นครศรีธรรมราช) กล่าวว่า มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบจริง เพราะมีร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยว
ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง เพราะไม่ได้เซ็นคำสั่งเอง แต่อย่างไรก็ตามจะขอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนนายพงษ์พยัคฆ์ ในฐานะประธานสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า ได้รับหนังสือให้เป็นประธานสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยให้สอบหัวหน้าอุทยานฯ ทั้ง 3 แห่งในเรื่องการจัดเก็บเงินรายได้ของทั้ง 3 อุทยานฯ รู้สึกหนักใจมาก ไม่อยากสอบ ถือเป็นงานใหญ่ เพราะทั้ง 3 อุทยานฯ มีรายได้รวมกันมากกว่าพันล้านบาทแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการในกรมอุทยานฯ ค่อนข้างมาก เนื่องจากทั้ง 3 อุทยานฯ ที่ถูกสอบเรื่องการจัดเก็บเงินรายได้นั้น มีรายได้รวมกันมากกว่า 1 พันล้านบาท กล่าวคือ อุทยานฯ หาดนพรัตน์ฯ 502,780,516 บาท อุทยานฯ อ่าวพังงา 336,601,100 บาท อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน 185,937,416.81 บาท ซึ่งมากที่สุดตั้งแต่มีการจัดเก็บมา นอกจากนี้อุทยานฯ หมู่เกาะอ่าวพังงา อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี ยังมีนายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล เป็นที่ปรึกษาโอกาสที่จะรั่วไหลค่อนข้างยากรวมทั้งในช่วงที่ผ่านมา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีทส. กับ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ก็ลงพื้นที่ไปตรวจราชการใน 3 อุทยานฯ โดยเฉพาะอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี ค่อนข้างบ่อย
**********************************************************************************

ฮือฮา! รายได้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศเฉียด 2 พันล้าน “หาดนพรัตน์ธารา-พีพี”จ.กระบี่ สูงสุด

ฮือฮารายได้อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ประจำปี 2559 เฉียด 2 พันล้านบาท “หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี” ที่เดียวได้ 502 ล้านบาทล้มแชมป์เก่าปี 2558 “เอราวัณ” ที่หล่นไปอยู่อันดับ 4 ได้กว่า 99 ล้านบาท ส่วน “ลันตา” มาแรงเบียดขึ้นติด 1 ใน 10 เก็บได้กว่า 28 ล้านบาท ด้านอธิบดีอุทยานฯ ระบุจะนำเงินรายได้ยกระดับการบริหารจัดการอุทยานทั่วประเทศให้ดีขึ้น
เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์ุพืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า สำนักอุทยานแห่งชาติ ได้เผยแพร่สถิติเงินรายได้ของอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ 147 แห่ง ประจำปี 2558 ตั้งแต่เดือน ต.ค.2558 – ส.ค.2559 ปรา กฎว่าอุทยานฯ ที่มีรายได้อันดับ 1 คือ อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ 502,780,516 บาท อันดับ 2 อุทยานฯ อ่าวพังงา จ.พังงา 336,601,100 บาท อันดับ 3 อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา 185,937,416.81 บาท อัน ดับ 4 อุทยานฯ เอราวัณ จ.กาญจนบุรี 99,003,185.21 บาท อันดับ 5 อุทยานฯ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 88,474,479.87 บาท อันดับ 6 อุทยานฯ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ 66,884,425 บาท อันดับ 7 อุทยานฯ เขาสก จ.สุราษฎร์ธานี 46,950,929.46 บาท อันดับ 8 อุทยานฯ หมู่เกาะช้าง จ.ตราด 28,941,273 บาท อันดับ 9 อุทยานฯ ลันตา จ.กระบี่ 28,829,850 บาทและอันดับ 10 อุทยานฯ หมู่เกาะอ่างทอง
จ.สุราษฎร์ธานี 27,975,951.86 บาท ทั้ง 10 อุทยานฯ มีรายได้รวมกันกว่า 1,400 ล้านบาท แต่ถ้านับเงินรายได้รวมกันทั้ง 147 อุทยานฯ มีจำนวนมากถึง 1,821,052,660.18 บาท มากกว่าการจัดเก็บรายได้ประจำปี 2558 ที่ได้จำนวน 896,829,343.39 บาท เกือบ 1 พันล้านบาท และถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดเก็บเงินรายได้อุทยานฯ มา
สำหรับอันดับ 11 – 20 ประกอบด้วย อุทยานฯ น้ำตกพริ้ว จ.จันทบุรี 23,776,375 บาท อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า – หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง 21,915,550 บาท อุทยานฯ ตะรุเตา จ.สตูล 20,472,651.97 บาท อุทยานฯ แก่งกระ จาน จ.เพชรบุรี 19,854,925 บาท อุทยานฯ ธารโบกขรณี จ.กระบี่ 18,575,520 บาท อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า จ.เพชร บูรณ์ 15,419,626 บาท อุทยานฯ ตาดโตน จ.ชัยภูมิ 15,360,850 บาท อุทยานฯ ห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ 14,804,879 บาท อุทยานฯ ภูกระดึง จ.เลย 14,549,740 บาทและอุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ 13,443,097 บาท ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสถิติการจัดเก็บเงินรายได้ ประจำปี 2559 ของแต่ละอุทยานฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงอันดับจากปี 2558 โดยสามารถล้มแชมป์การจัดเก็บเงินรายได้ปี 2558 ได้อย่างสิ้นเชิง โดยในปี 2558 อุทยานฯ ที่จัดเก็บเงินรายได้อันดับ 1 คือ อุทยานฯ เอราวัณ จำนวน 90,603,396.65 บาท อันดับ 2 อุทยานฯ เขาใหญ่ จำนวน 88,769,209.30 บาท อันดับ 3 อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี จำนวน 84,948,280 บาท อันดับ 4 อุทยานฯ อ่าวพังงา จำนวน 62,754,434 บาท อันดับ 5 อุทยานฯ อินทนนท์ จำนวน 49,992,515.55 บาท ถูกเปลี่ยนใหม่หมด
ทั้งนี้ อุทยานฯ ที่สามารถสอดแทรกขึ้นในติด 1 ใน 10 ที่สามารถจัดเก็บเงินรายได้มากที่สุดคือ อุทยานฯ ลันตา จ.กระบี่ โดยมาแทนที่อุทยานฯ น้ำตกพริ้ว จ.จันทบุรี ที่ตกไปอันดับ 11 นอกจากนี้ ในแต่ละอุทยานฯ ทั่วประเทศ สามารถจัดเก็บเงินรายได้ ได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกอุทยานฯ แม้กระทั่งอุทยานฯ ที่กรมอุทยานฯ ลุยตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบอย่างหนัก เช่น อุทยานฯ สิรินาถ จ.ภูเก็ต 11 เดือนเก็บได้มากกว่า 2 ล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดเผยว่า การจัดเก็บเงินรายได้ถือว่าน่าพอใจ สาเหตุมาจากการวางแผนที่รอบคอบรัดกุมไม่ให้มีการรั้วไหลรวมทั้งการจัดวางบุคลากรลงไปเป็นหัวหน้าอุทยานฯ ที่คัดเลือกคนที่มีความสามารถ จนทำงานออกมาจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งนี้ เหลือระยะเวลาอีก 1 เดือนจะหมดปีงบประมาณคาดว่ารายได้รวมกันน่าจะมากกว่า 1,900 ล้านบาท โดยเงินรายได้จะนำมายกระดับการบริหารจัดการอุทยานทั่วประเทศให้ดีขึ้น ด้วยงบประ มาณ 500 ล้านบาทหรือมากกว่ารวมทั้งนำรายได้ไปช่วยเหลืออุทยานฯ ที่มีรายได้น้อยตามแผนปฎิรูปอุทยานฯ ตามแผนปฎิรูปประเทศที่กรมฯ กำลังดำเนินการ

แม่ค้าขนมจีนภูเก็ตช็อก เจองูปนอยู่ในถุงปลาร้า หลังซื้อจากห้างดัง

วันที่ 9 ก.ย. ผู็สื่อข่าวรายงานว่ามีผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ "วนิดา ผกามาศ" โพสต์ภาพปลาร้าที่ภายในมีลำตัวของสัตว์สีดำ มีเกล็ดคล้ายงู ปะปนกับเศษปลา โดยเขียนข้อความระบุว่า "ติดต่อห้างได้ไงหรือร้องเรียนได้ที่ไหน ทำของแบบนี้ ออกมาขายได้ยังไง เจอกับตัวเอง ไม่มีมโน งูมาทั้งท่อนเลยคะ ต้องทิ้งทั้งหมดที่ซื้อมาเลย ฝากแชร์วนไปนะคะ ก่อนนำสินค้ามาวางขายในห้างน่าจะมีการตรวจสอบนะคะ"


หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวนั้นได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ทั้งในทางดีเเละไม่ดี จนมีการโต้เถียงกันเกิดขึ้นจนเจ้าของเฟซบุ๊กถึงกับเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ดูหมิ่นและให้ร้ายไว้ที่ สภ.เมืองภูเก็ต


ทั้งนี้ในช่วงเย็นที่ผ่านมาทางห้างดังที่ถูกเจ้าของเฟซบุ๊กระบุถึงว่าได้ซื้อปลาร้าดังกล่าวมานั้นได้ส่งตัวแทนเข้าพบพร้อมนำกระเช้ามาขอโทษกับเจ้าของเฟสบุ๊กถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเเล้ว ล่าสุดทางผู้โพสต์ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อบรรยายให้เห็นภาพ และนำชิ้นส่วนสัตว์ดังกล่าวมาให้ดู พร้อมทั้งระบุว่าซื้อมาทั้งหมด 6 ถุง แต่แกะถุงแรกก็เจองูแล้ว ส่วนอีก 5 ถุงยังไม่ได้แกะพิสูจน์


ทั้งยังระบุว่าไม่ได้กลั่นแกล้ง ถึงเเม้จะมีการติดต่อมาจากห้างดังเเต่ตนเองจะเข้าร้องต่อสำนักคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ.จังหวัดในวันพรุ่งนี้เพื่อให้มีการตรวจสอบที่มาและแหล่งผลิตปลาร้าดังกล่าว เนื่องจากคาดว่าน่าจะมีชิ้นส่วนของสัตว์ดังกล่าวกระจายไปอยู่ที่อื่นอีก เพราะชิ้นส่วนที่พบเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น 
ขอบคุณภาพข่าว/ข่าวสดออนไลน์ ประจำวัน วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2559 เ

DD SHOP

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...